2026-10-08T19:07:44+00:00 iaa SPALI บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) จับตา SPALI ไตรมาส 3 ชะลอตัวก่อนเร่งเครื่องแรงในไตรมาส 4 ผลประกอบการไตรมาส 3/2569 ชะลอตัว บล. KGI วิเคราะห์ผลประกอบการของ SPALI ในไตรมาส 3/2569 โดยคาดการณ์กำไรสุทธิอยู่ที่ 953 ล้านบาท ลดลง 42% จากไตรมาสก่อน (QoQ) และลดลง 18% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) เนื่องจากยอดโอนกรรมสิทธิ์ที่ทรงตัวและรายได้จากส่วนแบ่งกำไรของบริษัทร่วมลดลงอย่างมีนัยสำคัญจากจุดสูงสุดในไตรมาส 2/2569 นอกจากนี้ ยอดขายรอรับรู้รายได้ (Presales) ในไตรมาส 3 อยู่ที่ 5.6 พันล้านบาท แม้จะปรับตัวดีขึ้น 6% QoQ แต่ยังถือว่าชะลอตัวเมื่อเทียบกับปีก่อน โดยได้รับผลกระทบจากยอดขายโครงการแนวราบที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ กลยุทธ์การปรับตัวและมุมมองการลงทุน บริษัทได้ปรับลดเป้าหมายการเปิดตัวโครงการใหม่ในปี 2569 ลง 17% เหลือ 29,000 ล้านบาท เนื่องจากมีการเลื่อนโครงการแนวราบออกไปบางส่วน อย่างไรก็ตาม บล. KGI ยังคงประมาณการกำไรปี 2569-2570 ไว้เท่าเดิม โดยมองว่า SPALI จะกลับมาเติบโตอย่างโดดเด่นในไตรมาส 4/2569 จากการเร่งเปิดตัวโครงการใหม่ถึง 10 แห่ง มูลค่ารวม 12,700 ล้านบาท ประกอบกับการโอนกรรมสิทธิ์คอนโดมิเนียมที่มีอัตรากำไรสูง รวมถึงการรับรู้รายได้จากโครงการที่เลื่อนมาจากไตรมาส 3 ทั้งนี้ บล. KGI ให้คำแนะนำ "Neutral" โดยกำหนดราคาเป้าหมายที่ 16.80 บาท อ้างอิง PER พรีเมียมที่ 7.5 เท่า (+0.5 S.D.) เพื่อสะท้อนถึงการเติบโตที่แข็งแกร่งจากกิจการร่วมค้าในออสเตรเลีย ข้อสังเกตต่อปัจจัยเสี่ยงและสถานะทางการเงิน นักวิเคราะห์ตั้งข้อสังเกตว่า แม้บริษัทจะมีผลงานที่น่าสนใจในระยะยาว แต่ยังคงมีความเสี่ยงจากภาวะเศรษฐกิจและมาตรการปล่อยสินเชื่อที่เข้มงวดท่ามกลางปัญหาหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง รวมถึงการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำที่อาจกระทบต่อต้นทุนการก่อสร้าง นอกจากนี้ ยอดขายในกรุงเทพฯ ยังคงหดตัว 18% YoY ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2569 อย่างไรก็ตาม สถานะทางการเงินของบริษัทถือว่ายังมีความมั่นคง โดยมีส่วนแบ่งกำไรจากโครงการในออสเตรเลียที่ช่วยสนับสนุนผลประกอบการอย่างต่อเนื่อง ซึ่งถือเป็นจุดแข็งสำคัญที่ช่วยลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดในประเทศเพียงอย่างเดียว สรุปภาพรวมการดำเนินงาน โดยรวมแล้ว SPALI กำลังเผชิญกับช่วงเวลาที่ท้าทายในไตรมาส 3 แต่คาดว่าจะผ่านพ้นไปได้ด้วยการเร่งเครื่องในไตรมาสสุดท้ายของปี ผลบวกจากการเปิดตัวโครงการใหม่และการโอนคอนโดมิเนียมที่มีมาร์จิ้นสูงจะเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก ในขณะที่นักลงทุนควรติดตามความคืบหน้าของยอดโอนและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากภาครัฐอย่างใกล้ชิด ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญในการประเมินทิศทางราคาหุ้นในระยะถัดไป