Digg · aioMax Original News
คลังข่าวต้นฉบับที่ระบบ aioMax เขียนเอง (fin / fin-us / oppday / iaa / iaajump / AiOMax) — ไม่รวมข่าวสื่อภายนอก · Server-rendered สำหรับ SEO, AI crawler และ bot
Express Lane: หน้านี้เป็น HTML เต็ม (SSR) — มีเวอร์ชัน Markdown สำหรับ AI crawler
iaa AWC บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน)

AWC เดินหน้าปลดล็อกมูลค่าทรัพย์สินครั้งใหญ่ เตรียมขายสินทรัพย์เข้ากอง REIT หนุนกระแสเงินสดและลดภาระหนี้

ไฮไลท์สำคัญ โบรกเกอร์ FSSIA ออกบทวิเคราะห์หุ้น AWC โดยคงคำแนะนำ "ซื้อ" พร้อมกำหนดราคาเป้าหมายปี 2570 ที่ 3.90 บาท โดยมีปัจจัยบวกสำคัญจากการเตรียมขายทรัพย์สิน 5 แห่ง ได้แก่ โรงแรม 4 แห่ง และอาคารสำนักงาน The Empire เข้าสู่กองทรัสต์ AWC Lifestyle Properties REIT (AWR) มูลค่ารวมไม่ต่ำกว่า 4.84 หมื่นล้านบาท ซึ่งสูงกว่ามูลค่าทางบัญชีปี 2568 ถึง 44% เพื่อสร้างแหล่งเงินทุนหมุนเวียนและเพิ่มความคล่องตัวทางการเงิน ส่วนเนื้อหา กลยุทธ์การขายทรัพย์สินครั้งนี้จะช่วยให้ AWC สามารถนำเงินที่ได้ไปใช้ลงทุนในโครงการใหม่และลดภาระหนี้สิน ซึ่งจะส่งผลให้ต้นทุนทางการเงินลดลงและเพิ่มขีดความสามารถในการกู้ยืม โดยบริษัทตั้งเป้าถือหุ้นใน AWR สูงสุด 28% เพื่อรับรู้ส่วนแบ่งกำไรในอนาคต นอกจากนี้ยังมีแผนนำทรัพย์สินอีก 9 แห่งเข้าสู่กอง REIT ในระยะถัดไป ซึ่งจะทำให้ AWR กลายเป็นหนึ่งในกอง REIT ที่ใหญ่ที่สุดในไทย ทั้งนี้ในส่วนของผลประกอบการไตรมาส 3/2569 คาดการณ์ว่า RevPAR จะเติบโตราว 20% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งถือว่าแข็งแกร่งที่สุดในกลุ่มอุตสาหกรรมเดียวกัน ข้อสังเกต นักวิเคราะห์มองว่าการเติบโตของกำไรในช่วงไตรมาส 3 และไตรมาส 4 ปี 2569 จะเป็นตัวเร่งสำคัญของราคาหุ้น โดยได้รับแรงหนุนจากฤดูกาลท่องเที่ยวและกิจกรรมขนาดใหญ่ นอกจากนี้การปรับตำแหน่งของโรงแรมให้เป็นระดับพรีเมียมและการบริหารจัดการอาคารสำนักงาน The Empire ที่มีอัตราการต่อสัญญาเช่าสูงถึง 99% ยังคงเป็นฐานรายได้ที่มั่นคง อย่างไรก็ตาม ต้องติดตามความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอก เช่น สถานการณ์การเมือง ภัยธรรมชาติ และการแข่งขันด้านราคาในธุรกิจโรงแรมที่อาจเกิดขึ้นจากอุปทานห้องพักที่เพิ่มขึ้น ส่วนสรุป โดยรวมแล้ว FSSIA มองว่า AWC มีแนวโน้มเติบโตที่แข็งแกร่งจากการบริหารจัดการพอร์ตโฟลิโอที่ยืดหยุ่นและการปลดล็อกมูลค่าทรัพย์สินผ่านกอง REIT ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับสถานะทางการเงินในระยะยาว โดยคาดการณ์กำไรสุทธิปี 2569 จะอยู่ที่ 6,677 ล้านบาท และเติบโตต่อเนื่องในปี 2570 ที่ 6,761 ล้านบาท จึงยังคงคำแนะนำ "ซื้อ" ที่ราคาเป้าหมาย 3.90 บาท ด้วยวิธีคิดแบบ DCF (Discounted Cash Flow)