Digg · aioMax Original News
คลังข่าวต้นฉบับที่ระบบ aioMax เขียนเอง (fin / fin-us / oppday / iaa / iaajump / AiOMax) — ไม่รวมข่าวสื่อภายนอก · Server-rendered สำหรับ SEO, AI crawler และ bot
Express Lane: หน้านี้เป็น HTML เต็ม (SSR) — มีเวอร์ชัน Markdown สำหรับ AI crawler
iaa LPN บริษัท แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน)

นักวิเคราะห์หั่นเป้า LPN หลังมองธุรกิจยังไร้ทางออกชัดเจน

มุมมองเชิงลบต่อทิศทางธุรกิจ บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี (KSS) ออกบทวิเคราะห์ปรับลดคำแนะนำหุ้น L.P.N. Development (LPN) โดยคงคำแนะนำ "Reduce" และปรับลดราคาเป้าหมายปี 2567 (TP27F) ลงมาอยู่ที่ 1.50 บาท จากเดิม 1.30 บาท โดยมีมุมมอง text-danger "slightly negative" ต่อทิศทางธุรกิจในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 เนื่องจากบริษัทไม่มีกลยุทธ์ใหม่ที่โดดเด่น นอกเหนือจากการเน้นระบายสต็อกผ่านการจัดโปรโมชั่นด้านราคา ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่ออัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ให้ลดต่ำลงอย่างต่อเนื่อง วิเคราะห์ผลประกอบการและสถานะการเงิน ในส่วนของผลประกอบการปี 2569 นักวิเคราะห์ได้ปรับประมาณการเป็น text-danger ขาดทุนสุทธิ 25 ล้านบาท จากเดิมที่คาดว่าจะมีกำไร โดยสาเหตุหลักมาจากยอดโอนที่ลดลงทั้งเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (y-y) และครึ่งปีแรก (h-h) เนื่องจากปริมาณงานในมือ (Backlog) รอโอนอยู่ในระดับต่ำเพียง 1.2 พันล้านบาท ซึ่งรองรับรายได้ปี 2569 ได้เพียง 64% เท่านั้น นอกจากนี้ บริษัทยังมีสต็อกเหลือขายทั้งคอนโดมิเนียมและแนวราบรวมกว่า 9 พันล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะต้องใช้เวลาถึง 28 เดือนในการระบายออกหากไม่มีการเปิดโครงการใหม่เพิ่ม ข้อสังเกตจากนักวิเคราะห์ นักวิเคราะห์ตั้งข้อสังเกตว่า text-danger การฟื้นตัวของบริษัทเป็นไปได้ยาก เนื่องจากกลุ่มลูกค้าตลาดล่างยังคงได้รับผลกระทบจากกำลังซื้อที่ลดลงและมีอัตราการปฏิเสธสินเชื่อ (Rejection Rate) ที่สูงถึง 43% ในช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมา ประกอบกับแผนธุรกิจที่เน้นการระบายสต็อกเดิมมากกว่าการเปิดโครงการใหม่ ทำให้โอกาสในการพลิกฟื้นผลประกอบการ (Turnaround) ในระยะ 1-2 ปีนี้ทำได้จำกัด แม้ว่าบริษัทจะมีการบริหารจัดการหนี้สินได้ดี โดยมีอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (IBD/E) อยู่ที่ 0.8 เท่า ซึ่งคาดว่าจะรักษาไว้ได้ในระดับ 0.8-0.9 เท่าตลอดปี 2569 สรุปภาพรวมการลงทุน โดยสรุป KSS ประเมินว่าสถานการณ์ของ LPN ในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 ถึงปี 2570 ยังคงไม่น่าสนใจ เนื่องจากแนวโน้มการโอนกรรมสิทธิ์ยังคงอ่อนแอและไม่มีกลยุทธ์การขายที่เปลี่ยนไปจากเดิม การพึ่งพาโปรโมชั่นลดราคาจะยังคงกดดันกำไรสุทธิและอัตรากำไรขั้นต้นต่อไป นักลงทุนจึงควรใช้ความระมัดระวังในการลงทุนเนื่องจากโอกาสที่ผลประกอบการจะกลับมาเติบโตอย่างโดดเด่นยังมีความไม่แน่นอนสูง