Digg · aioMax Original News
คลังข่าวต้นฉบับที่ระบบ aioMax เขียนเอง (fin / fin-us / oppday / iaa / iaajump / AiOMax) — ไม่รวมข่าวสื่อภายนอก · Server-rendered สำหรับ SEO, AI crawler และ bot
Express Lane: หน้านี้เป็น HTML เต็ม (SSR) — มีเวอร์ชัน Markdown สำหรับ AI crawler
iaa CPAXT บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน)

CPAXT เดินหน้าขยายอาณาจักรค้าปลีกรับดีล TFP พร้อมจับตาโครงการ Happitat

แนวโน้มการเติบโตและสถานะทางการเงิน บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) หรือ CPAXT ได้ดำเนินการเข้าซื้อกิจการ The Food Purveyor (TFP) ซูเปอร์มาร์เก็ตพรีเมียมในประเทศมาเลเซียเสร็จสิ้นเป็นที่เรียบร้อย โดยใช้แหล่งเงินทุนจากการกู้ยืมประมาณ 80% หรือคิดเป็นมูลค่า 1.0 หมื่นล้านบาท อย่างไรก็ตาม สถานะทางการเงินยังคงแข็งแกร่งด้วยอัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยสุทธิต่อทุน (Net IBD/E) ที่อยู่ในระดับต่ำเพียง 0.4 เท่าในปี 2027 ซึ่งสะท้อนถึงความสามารถในการบริหารจัดการหนี้สินที่ดี วิเคราะห์ผลกระทบต่อรายได้และกำไร บล.บัวหลวง ประเมินว่าการรวมกิจการ TFP จะช่วยเพิ่มรายได้ให้กับ CPAXT ประมาณ 2% โดยมีจุดเด่นที่อัตรากำไรขั้นต้น (GM) สูงกว่า Lotus’s Malaysia เดิมอยู่ราว 3–5% จากการเน้นสินค้าพรีเมียม ซึ่งจะช่วยสร้างโอกาสในการทำ Synergy ด้านการจัดซื้อจัดจ้างในอนาคต สำหรับโครงการ The Happitat นั้น ปัจจุบันมีอัตราการเช่าพื้นที่ (Occupancy) อยู่ที่ 50% และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 70% ภายในเดือนพฤศจิกายนนี้ โดยบริษัทคงเป้าหมายผลขาดทุนจากโครงการดังกล่าวในปี 2026 ไว้ที่ 500 ล้านบาท ข้อสังเกตและประเด็นที่ต้องติดตาม แม้การขยายธุรกิจจะเป็น ผลบวกต่อโครงสร้างรายได้และอัตรากำไร แต่ในระยะสั้นปี 2026 ผลกระทบต่อกำไรสุทธิยังค่อนข้างจำกัด เนื่องจากมีภาระค่าใช้จ่ายในการทำดีลและต้นทุนดอกเบี้ยเข้ามาเกี่ยวข้อง นอกจากนี้ ประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดคือการเปลี่ยนผู้เช่าระยะสั้นในโครงการ Happitat ให้เป็นผู้เช่าระยะยาว ซึ่งจะมีผลโดยตรงต่อความมั่นคงของรายได้ประจำ รวมถึงต้องเฝ้าระวังความต่อเนื่องของจำนวนผู้เข้าใช้บริการ (Traffic) ในโครงการด้วย มุมมองการลงทุนและราคาเป้าหมาย บล.บัวหลวง คงคำแนะนำ "ถือ" โดยให้ราคาเป้าหมายที่ 16.00 บาท โดยมีวิธีคิดจากการประเมินมูลค่าพื้นฐานที่คำนึงถึงการเติบโตจากธุรกิจใหม่และการบริหารจัดการโครงการอสังหาริมทรัพย์ แม้การดำเนินงานจะเป็นไปตามแผนที่วางไว้ แต่ด้วยปัจจัยกดดันจากค่าใช้จ่ายในช่วงเริ่มต้นและการปรับตัวของธุรกิจใหม่ ทำให้มุมมองโดยรวมยังเป็นกลาง นักลงทุนควรติดตามความคืบหน้าของการเปลี่ยนสัญญาเช่าและผลประกอบการรายไตรมาสอย่างต่อเนื่อง