Digg · aioMax Original News
คลังข่าวต้นฉบับที่ระบบ aioMax เขียนเอง (fin / fin-us / oppday / iaa / iaajump / AiOMax) — ไม่รวมข่าวสื่อภายนอก · Server-rendered สำหรับ SEO, AI crawler และ bot
Express Lane: หน้านี้เป็น HTML เต็ม (SSR) — มีเวอร์ชัน Markdown สำหรับ AI crawler
iaa SMT บริษัท สตาร์ส ไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)

SMT เดินหน้าขยายโรงงานครั้งใหญ่ รับออเดอร์ Optical และ OSAT หนุนกำไรโตกระโดด

ไฮไลท์สำคัญ บริษัท สตาร์ส ไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ SMT ประกาศลงทุนครั้งใหญ่ด้วยงบประมาณ 566 ล้านบาท เพื่อซื้อที่ดินและก่อสร้างโรงงานแห่งใหม่ในนิคมอุตสาหกรรมเอเชีย (สุวรรณภูมิ) โดยมีเป้าหมายเพื่อขยายกำลังการผลิตเพิ่มขึ้นถึง 46% รองรับการเติบโตของธุรกิจ Optical และ OSAT ซึ่งคาดว่าจะเริ่มเดินเครื่องผลิตเชิงพาณิชย์ (COD) ได้ในไตรมาส 3 ปี 2027 รายละเอียดการลงทุนและประมาณการกำไร บล.หยวนต้า วิเคราะห์ว่าการลงทุนครั้งนี้จะช่วยเพิ่มศักยภาพรายได้รวมของบริษัทสู่ระดับ 6,000 ล้านบาทต่อปี โดยได้ปรับเพิ่มประมาณการกำไรปกติปี 2027 ขึ้น 28% และปี 2028 ขึ้น 41% ซึ่งคาดว่ากำไรปกติปี 2027 จะอยู่ที่ 361 ล้านบาท (+141% YoY) และปี 2028 อยู่ที่ 495 ล้านบาท (+37% YoY) สำหรับราคาเป้าหมายใหม่ที่ 10.80 บาท (อิง PER 25 เท่า) โดยมีวิธีคิดจากการประเมินศักยภาพรายได้ใหม่ที่เพิ่มขึ้นจากการขยายโรงงานและการปรับโครงสร้างการผลิตเพื่อรองรับลูกค้าระดับโลก ข้อสังเกตด้านการเงินและการดำเนินงาน สถานะทางการเงินของ SMT ยังคงแข็งแกร่ง โดย ณ สิ้นไตรมาส 2 ปี 2026 บริษัทมีสถานะเป็น Net Cash และมีส่วนของผู้ถือหุ้นประมาณ 1.7 พันล้านบาท การลงทุน 566 ล้านบาทนี้จะใช้เงินทุนหมุนเวียน 166 ล้านบาทและเงินกู้ยืม 400 ล้านบาท ซึ่งส่งผลให้ระดับหนี้สินต่อทุน (D/E) อยู่ที่เพียง 0.24–0.29 เท่า ถือว่าอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ดี นอกจากนี้ การย้ายฐานการผลิต PCBA และ Box Build ไปยังโรงงานใหม่ จะช่วยเพิ่มพื้นที่ในโรงงานเดิมเพื่อรองรับงานที่มีความซับซ้อนสูงอย่าง Optical และ OSAT ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น บทสรุปการลงทุน บล.หยวนต้า คงคำแนะนำ “ซื้อ” โดยมองว่าราคาหุ้นปัจจุบันยังคง Laggard เมื่อเทียบกับกลุ่มอุตสาหกรรมเดียวกัน เนื่องจากซื้อขายที่ PER ปี 2027 เพียง 18 เท่า ในขณะที่กลุ่มซื้อขายกันที่ 35-60 เท่า ทั้งนี้ประมาณการกำไรยังถือเป็นกรณีอนุรักษ์นิยม ซึ่งหากการใช้กำลังการผลิต (Utilization) ทำได้ดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ จะถือเป็น Upside สำคัญต่อผลประกอบการในอนาคต อย่างไรก็ตาม นักลงทุนควรติดตามความคืบหน้าของโครงการและการเติบโตของคำสั่งซื้อในช่วงครึ่งหลังของปี 2026 อย่างใกล้ชิด