2026-11-06T02:32:40+00:00 fin VPO บริษัท วิจิตรภัณฑ์ปาล์มออยล์ จำกัด (มหาชน) VPO ขาดทุนพุ่ง 52.66 ล้านบาทใน Q3/2569 เซ่นพิษต้นทุนผลปาล์มสดพุ่งสูงเกินราคาขาย ต้นทุนขายทะยาน 44% กดดันมาร์จินติดลบ พร้อมแบกภาระค่าใช้จ่ายฟื้นฟูโรงงานทุ่งคา บริษัท วิจิตรภัณฑ์ปาล์มออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ VPO รายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 3/2569 มีผลขาดทุนสุทธิ 52.66 ล้านบาท เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญถึง 2,880.96% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แม้บริษัทจะทำรายได้รวมได้ 459.33 ล้านบาท เติบโต 25% จากปริมาณการขายน้ำมันปาล์มดิบ (CPO) ที่เพิ่มขึ้น แต่กลับเผชิญภาวะ "ต้นทุนสูงกว่ารายได้" ส่งผลให้บริษัทต้องเร่งปรับกลยุทธ์รับมือความผันผวนของราคาวัตถุดิบและนโยบายควบคุมราคาของภาครัฐ Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน หัวใจสำคัญของผลประกอบการรอบนี้คือ "ภาวะต้นทุนขายที่พุ่งสูงเกินกว่าการปรับขึ้นของราคาขาย" โดยสัดส่วนต้นทุนขายต่อรายได้ขยับขึ้นมาอยู่ที่ 103.98% จากเดิม 90.23% ในปีก่อนหน้า ส่งผลให้บริษัทพลิกจากกำไรขั้นต้น 35.89 ล้านบาท กลายเป็นขาดทุนขั้นต้น 18.26 ล้านบาทในไตรมาสนี้ ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น: ราคาผลปาล์มสดพุ่ง: บริษัทได้รับผลกระทบโดยตรงจากราคาผลปาล์มสดในตลาดที่ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่องถึง 30.04% เมื่อเทียบกับปีก่อน ทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว การกลับมาเปิดโรงงานทุ่งคา: การตัดสินใจเปิดสายการผลิตโรงงานทุ่งคาอีกครั้งหลังจากหยุดไปตั้งแต่ปี 2559 ทำให้เกิดค่าใช้จ่ายในการปรับปรุงซ่อมบำรุงเครื่องจักรและต้นทุนคงที่ที่เพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นรายการที่กดดันกำไรในระยะสั้น ข้อจำกัดด้านราคาขาย: แม้ราคาขาย CPO จะปรับตัวขึ้น 19.96% แต่ไม่สามารถชดเชยต้นทุนวัตถุดิบที่พุ่งสูงขึ้นได้ ประกอบกับนโยบายภาครัฐที่ควบคุมราคาจำหน่ายน้ำมันปาล์มบรรจุขวด ทำให้การปรับราคาขายในประเทศทำได้ไม่เต็มที่ จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่: ยังไม่ชัดเจนและต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เนื่องจากปัจจัยด้านต้นทุนวัตถุดิบมีความผันผวนสูงตามปริมาณผลผลิตและนโยบายภาครัฐ ส่วนค่าใช้จ่ายในการปรับปรุงโรงงานทุ่งคาถือเป็นรายการที่เกิดขึ้นจากการลงทุนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในระยะยาว อย่างไรก็ตาม แนวโน้มราคาน้ำมันปาล์มดิบในประเทศยังถูกจำกัดด้วยมาตรการควบคุมราคาและภาวะตลาดที่ชะลอตัว ทำให้ความสามารถในการทำกำไรยังคงมีความเสี่ยงในระยะสั้น Highlight สำคัญ รายได้รวม: 459.33 ล้านบาท (+25% YoY) หนุนโดยปริมาณขาย CPO ที่เพิ่มขึ้น 21.54% ขาดทุนสุทธิ: 52.66 ล้านบาท (เทียบกับขาดทุน 1.77 ล้านบาทใน Q3/2568) ต้นทุนขาย: 477.59 ล้านบาท (+44.04% YoY) สะท้อนราคาผลปาล์มสดที่แพงขึ้น หนี้สินรวม: เพิ่มขึ้น 205% จากสิ้นปี 2568 มาอยู่ที่ 622.81 ล้านบาท จากการกู้ยืมเพื่อซื้อวัตถุดิบและลงทุนในอุปกรณ์ สินค้าคงเหลือ: เพิ่มขึ้น 132.86% เพื่อรองรับการผลิตและสัญญาการขาย ภาพรวมผลประกอบการ บริษัทมีรายได้เติบโตในเชิงปริมาณ แต่ประสบปัญหาด้านอัตรากำไรขั้นต้นที่ติดลบ เนื่องจากต้นทุนวัตถุดิบ (ผลปาล์มสด) ปรับตัวสูงขึ้นเร็วกว่าราคาขายเฉลี่ย ประกอบกับภาระต้นทุนคงที่จากการกลับมาเปิดดำเนินการโรงงานทุ่งคา ส่งผลให้ผลขาดทุนสุทธิขยายตัวอย่างมาก โอกาส การกลับมาเปิดดำเนินการของโรงงานทุ่งคาช่วยเพิ่มศักยภาพในการผลิตและรองรับปริมาณการผลิตในอนาคต การบริหารจัดการค่าใช้จ่ายในการบริหารที่ทำได้ดีขึ้น (ลดลง 15.28% YoY) สะท้อนความพยายามในการควบคุมต้นทุนภายใน ความเสี่ยง ราคาวัตถุดิบ: ความผันผวนของราคาผลปาล์มสดที่สูงขึ้นต่อเนื่อง นโยบายภาครัฐ: มาตรการควบคุมราคาน้ำมันปาล์มบรรจุขวดจำกัดการส่งผ่านต้นทุนไปยังราคาขาย ปัจจัยภายนอก: ความขัดแย้งระหว่างประเทศและนโยบายไบโอดีเซลของอินโดนีเซีย/มาเลเซีย ส่งผลต่อราคาตลาดโลก สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ ทิศทางนโยบายรัฐบาลเรื่องการควบคุมราคาจำหน่ายน้ำมันปาล์ม ปริมาณผลผลิตปาล์มน้ำมันในประเทศที่จะออกสู่ตลาดในช่วงปลายปี ประสิทธิภาพการผลิตของโรงงานทุ่งคาว่าจะช่วยลดต้นทุนต่อหน่วยได้ตามเป้าหมายหรือไม่ สถานการณ์ราคา CPO ในตลาดโลกและนโยบาย B50 ของอินโดนีเซีย รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: เกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร) บริษัทเผชิญกับภาวะ "ต้นทุนวัตถุดิบพุ่ง" (Cost-push) อย่างรุนแรง โดยราคาผลปาล์มสดปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปี ขณะที่ราคาขายในประเทศถูกจำกัดด้วยนโยบายภาครัฐ ทำให้ GPM ติดลบ นอกจากนี้ การเพิ่มขึ้นของหนี้สินระยะสั้นและยาวกว่า 200% เพื่อใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนและลงทุนในอุปกรณ์ เป็นสัญญาณว่าบริษัทกำลังเร่งขยายกำลังการผลิตเพื่อชิงส่วนแบ่งตลาด แต่ต้องแลกมาด้วยภาระดอกเบี้ยและต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้น ฐานะการเงินและกระแสเงินสด ณ 30 กันยายน 2569 บริษัทมีหนี้สินรวม 622.81 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 204.20 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2568 โดยเป็นการเพิ่มขึ้นของเงินกู้ยืมระยะสั้นและระยะยาวเพื่อใช้ในการจัดซื้อวัตถุดิบและลงทุนในอุปกรณ์ ส่วนของเจ้าของลดลงเหลือ 412.63 ล้านบาท จากผลขาดทุนสะสมในงวด สรุปท้าย VPO เผชิญความท้าทายหนักในไตรมาส 3/2569 จากต้นทุนวัตถุดิบที่พุ่งสูงขึ้นและการแบกรับค่าใช้จ่ายฟื้นฟูโรงงาน แม้รายได้จะเติบโตได้ดีจากปริมาณการขายที่เพิ่มขึ้น แต่การถูกจำกัดด้วยนโยบายควบคุมราคาทำให้บริษัทไม่สามารถทำกำไรได้ นักลงทุนควรติดตามความสามารถในการบริหารจัดการต้นทุนและการฟื้นตัวของมาร์จินในไตรมาสถัดไปท่ามกลางความผันผวนของราคาปาล์มโลกและนโยบายรัฐบาล