2026-11-06T02:32:37+00:00 fin IFS บริษัท ไอเอฟเอส แคปปิตอล (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) IFS กำไรสุทธิ 9 เดือนปี 2569 โตแกร่ง 33% รับอานิสงส์ต้นทุนการเงินลดและสำรองหนี้เสียต่ำลง ผลประกอบการโดดเด่นจากประสิทธิภาพการบริหารต้นทุนและคุณภาพสินทรัพย์ที่ดีขึ้น พร้อมรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากการร่วมค้า บริษัท ไอเอฟเอส แคปปิตอล (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ IFS รายงานผลการดำเนินงานงวด 9 เดือนแรกของปี 2569 มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 90.66 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 22.41 ล้านบาท หรือคิดเป็น 33% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยปัจจัยหนุนสำคัญมาจากการลดลงของต้นทุนทางการเงินและการตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ แม้บริษัทจะมีการบันทึกค่าใช้จ่ายภาษีเงินได้เพิ่มขึ้นจากการตัดจำหน่ายสินทรัพย์ภาษีเงินได้รอการตัดบัญชีก็ตาม Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน หัวใจสำคัญของกำไรที่เติบโตในรอบ 9 เดือนปี 2569 คือ "การบริหารต้นทุนทางการเงินที่มีประสิทธิภาพ" ควบคู่ไปกับ "คุณภาพสินทรัพย์ที่ปรับตัวดีขึ้น" ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อกำไรก่อนภาษีที่พุ่งสูงขึ้นถึง 48% หัวใจคืออะไร: ปัจจัยหลักคือต้นทุนทางการเงินที่ลดลง 10.72 ล้านบาท (ลดลง 24% YoY) และการตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (ECL) ที่ลดลงถึง 29.32 ล้านบาท (ลดลง 35% YoY) ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่ช่วยชดเชยรายได้รวมที่ทรงตัวใกล้เคียงกับปีก่อน ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น: ต้นทุนทางการเงินที่ลดลงเป็นผลมาจากต้นทุนการกู้ยืมของบริษัทที่ปรับตัวลดลง ในขณะที่การตั้งสำรอง ECL ที่ลดลงอย่างมากมีสาเหตุโดยตรงมาจากจำนวนลูกหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ที่ปรับตัวลดลง นอกจากนี้ บริษัทยังพลิกกลับมารับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากการร่วมค้าจำนวน 1.93 ล้านบาท เทียบกับที่เคยขาดทุนในช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนถึงการฟื้นตัวของธุรกิจร่วมค้า จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่: ปัจจัยเรื่องต้นทุนทางการเงินและคุณภาพสินทรัพย์ถือเป็นปัจจัยพื้นฐานที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะทิศทาง NPL ที่ลดลงเป็นสัญญาณบวกต่อการตั้งสำรองในอนาคต อย่างไรก็ตาม การรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากการร่วมค้าอาจมีความผันผวนตามผลประกอบการของบริษัทที่ไปลงทุน ส่วนรายการตัดจำหน่ายสินทรัพย์ภาษีเงินได้รอการตัดบัญชีถือเป็นรายการที่เกิดขึ้นในงวดนี้และไม่น่าจะส่งผลกระทบต่อเนื่องในลักษณะเดียวกันในอนาคต Highlight สำคัญ กำไรสุทธิ: 90.66 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 33% YoY ต้นทุนทางการเงิน: ลดลง 24% เหลือ 33.17 ล้านบาท จากต้นทุนการกู้ยืมที่ลดลง ผลขาดทุนด้านเครดิต (ECL): ลดลง 35% เหลือ 54.70 ล้านบาท สะท้อนคุณภาพลูกหนี้ที่ดีขึ้น (NPL ลดลง) รายได้รวม: 347.97 ล้านบาท ทรงตัวจากปีก่อน (ลดลงเพียง 0.4%) โดยธุรกิจแฟคตอริ่งยังเป็นรายได้หลัก ภาษีเงินได้: เพิ่มขึ้น 104% เป็น 36.06 ล้านบาท จากการตัดจำหน่ายสินทรัพย์ภาษีเงินได้รอการตัดบัญชี ภาพรวมผลประกอบการ รายได้รวม 9 เดือนอยู่ที่ 347.97 ล้านบาท ใกล้เคียงกับปีก่อนที่ 349.40 ล้านบาท แต่ด้วยการบริหารจัดการต้นทุนทางการเงินและค่าใช้จ่ายสำรองที่เข้มงวด ทำให้กำไรก่อนหักภาษีเพิ่มขึ้นเป็น 126.72 ล้านบาท เติบโต 48% แม้จะมีภาระภาษีเพิ่มขึ้นจากการปรับปรุงรายการทางบัญชี แต่กำไรสุทธิยังคงเติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง โอกาส การฟื้นตัวของธุรกิจร่วมค้าที่เริ่มส่งกำไรกลับมาให้บริษัท คุณภาพสินทรัพย์ที่ดีขึ้น (NPL ลดลง) ช่วยลดภาระการตั้งสำรองในอนาคตและเพิ่มความสามารถในการทำกำไร ความเสี่ยง ความผันผวนของต้นทุนการกู้ยืมในอนาคตที่อาจส่งผลต่อ NIM การเปลี่ยนแปลงของสภาวะเศรษฐกิจที่อาจกระทบต่อความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้แฟคตอริ่ง สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ ทิศทางของ NPL ว่าจะสามารถรักษาแนวโน้มขาลงได้ต่อเนื่องหรือไม่ การบริหารต้นทุนการกู้ยืม (Cost of Funds) ในสภาวะตลาดการเงินปัจจุบัน ผลประกอบการของบริษัทร่วมค้าว่าจะสามารถสร้างกำไรต่อเนื่องได้หรือไม่ การบริหารจัดการสินทรัพย์ภาษีเงินได้ในอนาคต รายละเอียดเชิงลึก (ธุรกิจการเงิน) โครงสร้างรายได้: รายได้หลักยังคงมาจากธุรกิจแฟคตอริ่ง โดยรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการจากการซื้อสิทธิเรียกร้องอยู่ที่ 83.41 ล้านบาท คุณภาพสินทรัพย์: การลดลงของ ECL อย่างมีนัยสำคัญเป็นเครื่องบ่งชี้ถึงความสำเร็จในการบริหารจัดการลูกหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ โครงสร้างเงินทุน: บริษัทมีการกู้ยืมระยะสั้นจากสถาบันการเงินเพิ่มขึ้น 5% เป็น 2,200 ล้านบาท เพื่อใช้เป็นสภาพคล่องในการดำเนินธุรกิจ ฐานะการเงินและกระแสเงินสด ณ 30 กันยายน 2569 บริษัทมีสินทรัพย์รวม 4,312.15 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3% จากสิ้นปี 2568 โดยมีเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดเพิ่มขึ้นถึง 41% เป็น 592.62 ล้านบาท จากการรับชำระหนี้จากลูกหนี้ในช่วงปลายงวด ด้านหนี้สินรวมอยู่ที่ 2,423.95 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3% จากการเพิ่มขึ้นของเงินกู้ยืมระยะสั้น สรุปท้าย ผลการดำเนินงาน 9 เดือนแรกของปี 2569 ของ IFS สะท้อนถึงความแข็งแกร่งในการบริหารจัดการภายใน ทั้งการลดต้นทุนทางการเงินและการคุมคุณภาพสินทรัพย์จนทำให้สำรองลดลง แม้รายได้รวมจะทรงตัว แต่กำไรสุทธิที่เติบโตถึง 33% แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพการทำกำไรที่ดีขึ้นอย่างชัดเจน นักลงทุนควรติดตามความสามารถในการรักษาคุณภาพสินทรัพย์และทิศทางต้นทุนทางการเงินในไตรมาสสุดท้ายของปีต่อไป