2026-11-06T02:32:35+00:00 fin TYCN บริษัทไทยคูน เวิลด์ไวด์ กรุ๊ป (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) TYCN พลิกขาดทุน 109.79 ล้านบาทใน Q3/2569 เหตุยอดขายหดตัวจากผลกระทบฤดูฝนและต้นทุนการผลิตพุ่ง รายได้จากการขายลดลง 14.88% กดดันอัตรากำไรขั้นต้นติดลบ ขณะที่บริษัทเร่งบริหารจัดการต้นทุนท่ามกลางความผันผวนของราคาเหล็กโลก บริษัท ไทยคูน เวิลด์ไวด์กรุ๊ป (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ TYCN รายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 3/2569 มีรายได้รวม 1,486.04 ล้านบาท ลดลง 15.73% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่งผลให้บริษัทพลิกจากกำไรสุทธิ 64.21 ล้านบาทในปีก่อน มาเป็นผลขาดทุนสุทธิ 109.79 ล้านบาทในไตรมาสนี้ โดยมีปัจจัยกดดันสำคัญจากปริมาณการจำหน่ายผลิตภัณฑ์เหล็กลวดและเหล็กเส้นในประเทศที่ลดลงจากผลกระทบของฤดูฝน ประกอบกับต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นจนฉุดให้อัตรากำไรขั้นต้นติดลบ Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน 1) หัวใจคืออะไร หัวใจสำคัญที่ทำให้ผลประกอบการพลิกเป็นขาดทุนในไตรมาสนี้ คือ "การหดตัวของรายได้จากการขาย" ควบคู่กับ "การเพิ่มขึ้นของต้นทุนการผลิต" โดยรายได้จากการขายลดลงถึง 257.19 ล้านบาท (-14.88% YoY) ในขณะที่อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ปรับตัวลดลงอย่างมีนัยสำคัญมาอยู่ที่ระดับ -3.05% จากเดิมที่เคยเป็นบวก 6.98% ในไตรมาส 3/2568 2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น ด้านรายได้: ปริมาณการจำหน่ายผลิตภัณฑ์หลักอย่างเหล็กลวด (Wire Rod) และเหล็กเส้นข้ออ้อย (Deformed Bars) ในประเทศลดลงอย่างชัดเจน โดยฝ่ายจัดการระบุว่าเป็นผลกระทบจากฤดูฝนที่ส่งผลต่อกิจกรรมการก่อสร้างและอุตสาหกรรมต่อเนื่อง ด้านต้นทุน: ต้นทุนการผลิตเหล็กลวดปรับตัวสูงขึ้น รวมถึงมีภาระค่าเสื่อมราคาที่เพิ่มขึ้น ทำให้การลดลงของค่าใช้จ่ายรวม (ลดลง 6.13% YoY) ไม่สามารถชดเชยการหายไปของรายได้ได้ทัน ส่งผลให้บริษัทมีผลขาดทุนจากการดำเนินงาน 93.73 ล้านบาท 3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่ ยังไม่ชัดเจนและต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เนื่องจากปัจจัยหลักมาจากความผันผวนของราคาเหล็กในตลาดโลก ค่าขนส่ง และอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งเป็นปัจจัยภายนอกที่ควบคุมได้ยาก แม้บริษัทจะพยายามใช้ความได้เปรียบจากกระบวนการผลิตที่ครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ แต่ด้วยสภาวะการแข่งขันที่รุนแรงในตลาดเหล็ก ประกอบกับความเสี่ยงจากราคาวัตถุดิบนำเข้า (เหล็กแท่งยาวและเหล็กลวด) ทำให้ทิศทางกำไรในไตรมาสถัดไปขึ้นอยู่กับความสามารถในการบริหารจัดการต้นทุนและปริมาณความต้องการใช้เหล็กในประเทศที่อาจฟื้นตัวหลังผ่านพ้นฤดูฝน Highlight สำคัญ รายได้รวม: 1,486.04 ล้านบาท ลดลง 15.73% YoY ผลขาดทุนสุทธิ: 109.79 ล้านบาท (เทียบกับกำไร 64.21 ล้านบาท ใน Q3/2568) อัตรากำไรขั้นต้น: ติดลบที่ -3.05% (ลดลงจาก 6.98% ในปีก่อน) ค่าใช้จ่ายบริหาร: เพิ่มขึ้น 19.21% มาอยู่ที่ 46.20 ล้านบาท ฐานะการเงิน: หนี้สินรวมเพิ่มขึ้น 56.15% จากการกู้ยืมเงินจากสถาบันการเงินที่เพิ่มขึ้นเพื่อใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน ภาพรวมผลประกอบการ ผลประกอบการไตรมาส 3/2569 ถือเป็นช่วงที่ท้าทายอย่างมากสำหรับ TYCN โดยรายได้ที่ลดลงในทุกส่วนประกอบ ทั้งรายได้จากการขาย กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน และรายได้อื่น ทำให้บริษัทไม่สามารถทำกำไรได้ แม้จะมีการบริหารจัดการต้นทุนขายให้ลดลงได้บ้าง แต่ก็ไม่เพียงพอต่อการแบกรับต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น โอกาส บริษัทเชื่อมั่นในคุณภาพและความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ รวมถึงกระบวนการผลิตที่ครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ซึ่งจะช่วยสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันในระยะยาวเมื่อสถานการณ์ตลาดเหล็กปรับตัวดีขึ้น ความเสี่ยง ความผันผวนของราคาเหล็กโลก: กระทบโดยตรงต่อต้นทุนวัตถุดิบนำเข้า อัตราแลกเปลี่ยน: ความผันผวนของค่าเงินส่งผลกระทบต่อต้นทุนการนำเข้าวัตถุดิบและมูลค่ารายการที่เป็นตัวเงิน การแข่งขัน: สภาวะการแข่งขันในตลาดเหล็กที่รุนแรงขึ้นอาจกดดันราคาขาย สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ การฟื้นตัวของปริมาณความต้องการใช้เหล็กในประเทศหลังสิ้นสุดฤดูฝน แนวโน้มราคาเหล็กแท่งยาว (Billet) และเหล็กลวดในตลาดโลก การบริหารจัดการต้นทุนการผลิตเพื่อพลิกอัตรากำไรขั้นต้นให้กลับมาเป็นบวก ภาระต้นทุนทางการเงินที่อาจเพิ่มขึ้นตามยอดการกู้ยืมจากสถาบันการเงิน ความผันผวนของค่าเงินบาทที่มีผลต่อต้นทุนการนำเข้าวัตถุดิบ รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: สินค้าอุตสาหกรรม) บริษัทพึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบหลักคือเหล็กแท่งยาวและเหล็กลวดเป็นหลัก ทำให้ความเสี่ยงด้านต้นทุนผูกติดกับราคาตลาดโลกและค่าขนส่งอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ในไตรมาสนี้บริษัทมีการกู้ยืมเงินจากสถาบันการเงินเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ (+48.90% สำหรับหนี้สินหมุนเวียน) เพื่อรองรับการดำเนินงาน ซึ่งสะท้อนถึงความจำเป็นในการใช้เงินทุนหมุนเวียนที่สูงขึ้นในภาวะที่กระแสเงินสดจากการดำเนินงานได้รับผลกระทบจากผลขาดทุน ฐานะการเงินและกระแสเงินสด ณ สิ้นไตรมาส 3/2569 บริษัทมีสินทรัพย์รวม 7,433 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 15.81% จากสิ้นปี 2568 โดยหลักมาจากสินทรัพย์หมุนเวียนที่เพิ่มขึ้น (เงินสด สินค้าคงเหลือ) อย่างไรก็ตาม หนี้สินรวมเพิ่มขึ้นถึง 56.15% มาอยู่ที่ 3,151 ล้านบาท จากการกู้ยืมเงินเพิ่มขึ้น และส่วนของผู้ถือหุ้นลดลง 2.69% เหลือ 4,282 ล้านบาท จากผลขาดทุนสะสม สรุปท้าย ไตรมาส 3/2569 ของ TYCN สะท้อนถึงภาวะชะลอตัวของอุตสาหกรรมเหล็กในประเทศจากปัจจัยฤดูกาลและต้นทุนการผลิตที่กดดันมาร์จินจนติดลบ แม้บริษัทจะมีฐานะสินทรัพย์ที่ขยายตัวขึ้น แต่การเพิ่มขึ้นของหนี้สินเพื่อใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนท่ามกลางผลขาดทุนเป็นประเด็นที่นักลงทุนต้องติดตามอย่างใกล้ชิดว่าบริษัทจะสามารถบริหารจัดการต้นทุนและพลิกฟื้นกำไรได้รวดเร็วเพียงใดในไตรมาสถัดไป