2026-11-06T02:32:21+00:00 fin PHG บริษัท แพทย์รังสิตเฮลท์แคร์กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) PHG กำไร Q3/2569 ปรับตัวลดลงตามรายได้กลุ่มลูกค้าทั่วไปและโครงการภาครัฐ — สรุป MD&A รายได้รวมลดลงจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวและจำนวนผู้ป่วยในที่ลดลง ขณะที่บริษัทเร่งบริหารจัดการต้นทุนเพื่อประคองอัตรากำไร บริษัท แพทย์รังสิตเฮลท์แคร์กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ PHG รายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 3/2569 มีกำไรสุทธิ 69.96 ล้านบาท ลดลง 12.24% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) โดยมีรายได้จากการประกอบกิจการโรงพยาบาลอยู่ที่ 627.43 ล้านบาท ลดลง 2.77% YoY ปัจจัยหลักมาจากรายได้กลุ่มลูกค้าทั่วไปและโครงการสวัสดิการภาครัฐ (สปสช./ข้าราชการ) ที่ปรับตัวลดลง แม้จะได้รับแรงหนุนจากการเพิ่มโควตาผู้ประกันตนในโครงการประกันสังคมก็ตาม Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน หัวใจรอบนี้คือ "การชะลอตัวของรายได้กลุ่มลูกค้าทั่วไปและโครงการภาครัฐ" ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อปริมาณผู้ป่วยใน (IPD) และวันนอนเฉลี่ยที่ลดลง กดดันให้รายได้รวมของบริษัทปรับตัวลดลง 2.77% YoY ในไตรมาส 3/2569 ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น: ภาวะเศรษฐกิจ: รายได้กลุ่มลูกค้าทั่วไปลดลง 3.75% YoY เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ทำให้ผู้ป่วยในลดลง และผู้ป่วยบางส่วนเปลี่ยนพฤติกรรมไปใช้สิทธิผ่านบริษัทประกันหรือคู่สัญญามากขึ้น โครงการภาครัฐ: รายได้จากโครงการ สปสช. และสวัสดิการข้าราชการลดลงอย่างมีนัยสำคัญถึง 54.88% YoY จากจำนวนผู้ป่วยและการส่งต่อที่ลดลง แม้ว่าโครงการประกันสังคมจะเติบโตได้ 11.93% YoY จากการเพิ่มโควตาผู้ประกันตนเป็น 200,000 คน แต่ก็ไม่สามารถชดเชยการลดลงของรายได้ส่วนอื่นได้ทั้งหมด ต้นทุน: สัดส่วนต้นทุนต่อรายได้เพิ่มขึ้นจาก 75.16% เป็น 76.69% เนื่องจากการเพิ่มขึ้นของค่าตอบแทนบุคลากรทางการแพทย์และพนักงาน ซึ่งเป็นต้นทุนคงที่ที่เพิ่มขึ้นตามการปรับเงินเดือนประจำปี จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่: ยังไม่ชัดเจนและต้องติดตาม โดยเฉพาะในส่วนของรายได้กลุ่มลูกค้าทั่วไปที่ผันแปรตามภาวะเศรษฐกิจ ส่วนการเติบโตจากโครงการประกันสังคมมีแนวโน้มต่อเนื่องจากการขยายโควตาผู้ประกันตนที่ทำไปแล้วเมื่อต้นปี อย่างไรก็ตาม บริษัทต้องเผชิญกับความท้าทายในการบริหารจัดการต้นทุนบุคลากรที่เพิ่มขึ้น ซึ่งอาจกดดันอัตรากำไรขั้นต้นต่อไปหากรายได้รวมยังไม่ฟื้นตัวกลับมาสู่ระดับปกติ Highlight สำคัญ กำไรสุทธิ: 69.96 ล้านบาท ลดลง 12.24% YoY รายได้รวม: 627.43 ล้านบาท ลดลง 2.77% YoY ประกันสังคม: เติบโตแข็งแกร่ง 11.93% YoY จากการเพิ่มโควตาผู้ประกันตนเป็น 200,000 คน อัตราการครองเตียง: อยู่ที่ 77.08% ในไตรมาส 3/2569 เทียบกับ 75.74% ในปีก่อน ต้นทุนบุคลากร: เพิ่มขึ้นต่อเนื่องจากการปรับเงินเดือนประจำปี ส่งผลให้สัดส่วนต้นทุนต่อรายได้สูงขึ้น ภาพรวมผลประกอบการ รายได้รวม 9 เดือนแรกของปี 2569 อยู่ที่ 1,824.80 ล้านบาท ลดลง 3.20% YoY และมีกำไรสุทธิ 160.33 ล้านบาท ลดลง 34.54% YoY โดยได้รับผลกระทบจากรายได้กลุ่มลูกค้าทั่วไปที่ลดลง 7.06% และต้นทุนบุคลากรที่เพิ่มขึ้นจากการปรับเงินเดือนประจำปี รวมถึงค่าเสื่อมราคาที่สูงขึ้น โอกาส การขยายฐานผู้ประกันตนในโครงการประกันสังคมที่เพิ่มขึ้นเป็น 200,000 คน ช่วยสร้างรายได้ที่มั่นคง (Recurring Income) การปรับตัวของผู้ป่วยที่หันมาใช้สิทธิผ่านบริษัทประกันและคู่สัญญามากขึ้น เป็นโอกาสในการรักษาฐานลูกค้าในกลุ่มนี้ ความเสี่ยง ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อของผู้ป่วยกลุ่มทั่วไป การพึ่งพารายได้จากโครงการภาครัฐที่มีความผันผวนตามนโยบายและการส่งต่อผู้ป่วย ต้นทุนบุคลากรทางการแพทย์ที่เพิ่มขึ้นตามการปรับเงินเดือนประจำปีและภาวะตลาดแรงงาน สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ การฟื้นตัวของรายได้กลุ่มลูกค้าทั่วไปในไตรมาสถัดไป การบริหารจัดการสัดส่วนต้นทุนต่อรายได้ (Cost-to-Income Ratio) ให้กลับมาอยู่ในระดับที่เหมาะสม แนวโน้มจำนวนผู้ป่วยใน (IPD) และวันนอนเฉลี่ย ผลกระทบจากค่าเสื่อมราคาที่เพิ่มขึ้นต่อกำไรสุทธิ รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: บริการ) Utilization: อัตราการครองเตียงในไตรมาส 3/2569 อยู่ที่ 77.08% เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากปีก่อน แต่ในภาพรวม 9 เดือนอยู่ที่ 68.83% ลดลงจาก 75.74% ในปีก่อน ต้นทุน: ค่ายาและวัสดุทางการแพทย์ลดลง 11.04% YoY ในไตรมาส 3/2569 เนื่องจากมีการบริหารจัดการการใช้ยาที่มีมูลค่าสูงกับผู้ป่วยประกันสังคมอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ฐานะการเงินและกระแสเงินสด ฐานะการเงินของ PHG แข็งแกร่งมาก โดยมีอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E Ratio) ต่ำเพียง 0.18 เท่า และมีเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดสูงถึง 597.92 ล้านบาท (23.42% ของสินทรัพย์รวม) สะท้อนถึงสภาพคล่องที่เพียงพอต่อการดำเนินงานและรองรับการลงทุนในอนาคต สรุปท้าย ผลประกอบการของ PHG ในไตรมาส 3/2569 ได้รับแรงกดดันจากรายได้กลุ่มลูกค้าทั่วไปและโครงการภาครัฐที่ลดลงตามภาวะเศรษฐกิจ แม้โครงการประกันสังคมจะเติบโตได้ดีจากการเพิ่มโควตาผู้ประกันตน แต่ด้วยต้นทุนบุคลากรที่เพิ่มขึ้นทำให้กำไรสุทธิปรับตัวลดลง ทั้งนี้ บริษัทมีฐานะการเงินที่มั่นคงมากด้วย D/E ที่ต่ำและเงินสดในมือสูง ซึ่งเป็นปัจจัยบวกในการประคองธุรกิจในช่วงที่รายได้ชะลอตัวและเตรียมความพร้อมสำหรับการเติบโตในอนาคต