2026-10-30T19:09:05+00:00 iaa SCC บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด(มหาชน) SCC เดินหน้าปรับโครงสร้างธุรกิจเคมิคอล มุ่งลดต้นทุนหนุนกำไรโต สรุปภาพรวมผลประกอบการไตรมาส 3/69 บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCC รายงานกำไรสุทธิไตรมาส 3/69 อยู่ที่ 2,386 ล้านบาท ลดลง 79% จากไตรมาสก่อนหน้า แต่เป็นการพลิกกลับมามีกำไรเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยผลประกอบการได้รับแรงกดดันจากธุรกิจเคมิคอล (SCGC) ที่พลิกเป็นขาดทุน 1,738 ล้านบาท จากผลกระทบของส่วนต่างราคาปิโตรเคมีที่ลดลงและการหยุดเดินเครื่องโรงงาน LSP อย่างไรก็ตาม ธุรกิจบรรจุภัณฑ์ (SCGP) และธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง (CBM) ยังคงเป็นฐานกำไรที่แข็งแกร่ง ช่วยพยุงผลการดำเนินงานโดยรวมไว้ได้ โบรกเกอร์แนะ ซื้อ พร้อมเผยกลยุทธ์ลดต้นทุน สายงานวิจัย บล.เอเซียพลัส (ASPS) คงคำแนะนำ “ซื้อ” โดยประเมินราคาเป้าหมายไว้ที่ 310 บาทต่อหุ้น ด้วยวิธีคิดแบบ DCF โดยมองว่าจุดเปลี่ยนสำคัญของ SCC อยู่ที่การเร่งโครงการ Ethane Conversion ให้เสร็จภายในกลางปี 2570 เพื่อเปลี่ยนวัตถุดิบหลักจาก Naphtha มาเป็น Ethane ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนการผลิตได้ถึง 200-250 เหรียญสหรัฐต่อตัน หรือคิดเป็นมูลค่าราว 7,000-9,000 ล้านบาทต่อปี นอกจากนี้ ยังมีประเด็นบวกจากการจัดตั้งบริษัทร่วมทุนระหว่าง SCGC และ PTTGC ซึ่งจะช่วยสร้าง Synergy ได้ถึง 5.1-6.8 พันล้านบาทต่อปี และช่วยให้ฐานะทางการเงินของ SCC แข็งแกร่งขึ้นจากการไม่รวมหนี้สินของ JV เข้าในงบการเงิน ข้อสังเกตต่อการดำเนินงานและสถานะทางการเงิน นักวิเคราะห์ตั้งข้อสังเกตว่า แม้ผลประกอบการระยะสั้นจะยังถูกกดดันจากภาวะตลาดปิโตรเคมี แต่การปรับโครงสร้างธุรกิจครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญ โดยโครงการ LSPE จะช่วยให้บริษัทมีความยืดหยุ่นในการเลือกใช้วัตถุดิบตามสถานการณ์ตลาด ช่วยลดความผันผวนของต้นทุนได้ดีขึ้น ในขณะที่ธุรกิจที่ไม่ใช่เคมิคอลอย่าง SCGP และ CBM ยังคงสร้างกระแสเงินสดได้อย่างต่อเนื่อง ทำให้บริษัทมีศักยภาพในการรองรับช่วงเปลี่ยนผ่านของธุรกิจเคมิคอลได้เป็นอย่างดี บทสรุปการลงทุน ฝ่ายวิจัยมองว่า SCC กำลังก้าวเข้าสู่ช่วง “เก็บเกี่ยวผลตอบแทน” จากการลงทุนขนาดใหญ่ที่ผ่านมา โดยปัจจัยขับเคลื่อนกำไรรอบใหม่เริ่มมีความชัดเจนมากขึ้น ทั้งจากประสิทธิภาพการผลิตที่เพิ่มขึ้นและการบริหารต้นทุนที่แข่งขันได้ดีขึ้นในระยะยาว แม้กำไรในปัจจุบันจะยังไม่สะท้อนผลบวกทั้งหมด แต่ทิศทางธุรกิจในอีก 2-3 ปีข้างหน้ามีแนวโน้มสดใสขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จึงถือเป็นโอกาสดีในการเข้าลงทุนสำหรับผู้ที่มองเห็นการฟื้นตัวเชิงโครงสร้างของบริษัท