Digg · aioMax Original News
คลังข่าวต้นฉบับที่ระบบ aioMax เขียนเอง (fin / fin-us / oppday / iaa / iaajump / AiOMax) — ไม่รวมข่าวสื่อภายนอก · Server-rendered สำหรับ SEO, AI crawler และ bot
Express Lane: หน้านี้เป็น HTML เต็ม (SSR) — มีเวอร์ชัน Markdown สำหรับ AI crawler
iaa SCC บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด(มหาชน)

SCC เผยผลประกอบการไตรมาส 3/26 พลาดเป้า เตรียมรับมือช่วงซ่อมบำรุงโรงงานปลายปี

ไฮไลท์สำคัญ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCC รายงานกำไรสุทธิไตรมาส 3/26 อยู่ที่ 2.4 พันล้านบาท ลดลง 79.3% จากไตรมาสก่อนหน้า แม้จะฟื้นตัวจากผลขาดทุนในปีก่อน แต่ตัวเลขดังกล่าวถือว่าต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ถึง 35-40% โดยมีปัจจัยกดดันหลักมาจากธุรกิจเคมิคอลส์ (SCGC) ที่ยังคงเผชิญภาวะขาดทุนจากการหยุดเดินเครื่องโรงงาน LSP ในเวียดนาม มุมมองโบรกเกอร์และราคาเป้าหมาย บริษัทหลักทรัพย์ FSSIA ได้วิเคราะห์สถานการณ์ของ SCC โดยคงราคาเป้าหมายไว้ที่ 312.00 บาท ซึ่งคิดเป็น Upside ประมาณ 12.2% จากราคาปิดล่าสุด โดยใช้วิธีการประเมินมูลค่าแบบ SOTP (Sum-of-the-Parts) ทั้งนี้ นักวิเคราะห์มองว่าผลประกอบการในไตรมาส 4/26 มีแนวโน้มอ่อนตัวลงอีก เนื่องจากการหยุดซ่อมบำรุงโรงงาน MOC เป็นเวลา 45 วันเริ่มตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน ประกอบกับโรงงาน LSP ที่ยังคงปิดดำเนินการ ส่งผลให้คาดการณ์ว่าจะมีผลขาดทุนเฉพาะส่วนนี้ประมาณ 3 พันล้านบาทในไตรมาสสุดท้ายของปี ข้อสังเกตด้านการดำเนินงานและการเงิน แม้ผลประกอบการระยะสั้นจะได้รับแรงกดดันจากต้นทุนวัตถุดิบและความผันผวนของราคาแนฟทา แต่ SCC ยังคงมีความแข็งแกร่งทางการเงินที่น่าสนใจ โดยในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2569 บริษัทสามารถสร้าง Adjusted Cash EBITDA ได้สูงถึง 5.74 หมื่นล้านบาท ซึ่งเกินเป้าหมายของปี 2568 ไปแล้ว นอกจากนี้ อัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อ EBITDA (Net Debt/EBITDA) ปรับตัวดีขึ้นมาอยู่ที่ 3.6 เท่า จากเดิม 5.5 เท่า ณ สิ้นปี 2568 สะท้อนถึงความพยายามในการบริหารจัดการหนี้สินที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ส่วนสรุปและแนวโน้มการเติบโต นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า SCC จะเริ่มเห็นการฟื้นตัวที่ชัดเจนในปี 2567 โดยมีปัจจัยบวกจากการกลับมาเดินเครื่องโรงงาน LSP ในไตรมาส 2/2567 และการปรับเปลี่ยนมาใช้ก๊าซอีเทนเป็นวัตถุดิบซึ่งมีต้นทุนต่ำกว่าแนฟทา นอกจากนี้ การร่วมทุนระหว่าง PTTGC และ SCGC ที่คาดว่าจะเสร็จสิ้นภายในปี 2567 จะช่วยสร้าง Synergy มูลค่า 150-200 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการเติบโตของบริษัทในระยะกลางถึงระยะยาว แม้การร่วมทุนจะส่งผลให้มีการลดสัดส่วนการถือหุ้น (Deconsolidation) แต่จะช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นทางการเงินและลดภาระหนี้สินของบริษัทแม่ได้เป็นอย่างดี