Digg · aioMax Original News
คลังข่าวต้นฉบับที่ระบบ aioMax เขียนเอง (fin / fin-us / oppday / iaa / iaajump / AiOMax) — ไม่รวมข่าวสื่อภายนอก · Server-rendered สำหรับ SEO, AI crawler และ bot
Express Lane: หน้านี้เป็น HTML เต็ม (SSR) — มีเวอร์ชัน Markdown สำหรับ AI crawler
iaa SCGP บริษัท เอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน)

SCGP โชว์ฟอร์มแกร่งกำไรพุ่งทะยานรับแรงหนุนจาก Fajar

ไฮไลท์สำคัญ SCGP รายงานกำไรสุทธิไตรมาส 3/2569 อยู่ที่ 2,026 ล้านบาท เติบโตโดดเด่นถึง 113% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) แม้จะปรับตัวลดลง 12% จากไตรมาสก่อน (QoQ) ตามต้นทุนพลังงานและค่าขนส่งที่สูงขึ้น โดยผลงานที่แข็งแกร่งนี้ได้รับแรงขับเคลื่อนหลักจากการฟื้นตัวของ Fajar ในอินโดนีเซียที่พลิกจากธุรกิจที่เคยฉุดรั้งกำไรมาเป็นเครื่องยนต์สำคัญในการเติบโต พร้อมปรับประมาณการกำไรปี 2569-2570 ขึ้นเฉลี่ย 10% เจาะลึกผลการดำเนินงาน บล.เอเซียพลัส (ASPS) ระบุว่ากำไรที่เติบโตอย่างมีนัยสำคัญสะท้อนถึงความสำเร็จในการปรับโครงสร้างธุรกิจ ทั้งการลดต้นทุนทางการเงิน การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตด้วย AI และ Automation รวมถึงการปรับ Product Mix ไปสู่สินค้าที่มีมาร์จิ้นสูงขึ้น โดยเฉพาะ Fajar ที่สามารถทำกำไรได้ต่อเนื่องและช่วยลดความผันผวนจากวัฏจักรกระดาษต้นน้ำ ทั้งนี้บริษัทได้ลดการพึ่งพาตลาดจีนลงเหลือเพียง 3% ของรายได้รวม และหันมาเน้นตลาดอาเซียนและอินเดียที่มีศักยภาพสูงกว่า ส่งผลให้ฐานกำไรมีความมั่นคงและแข็งแกร่งขึ้นอย่างชัดเจน ข้อสังเกตและแนวโน้มการลงทุน สำหรับแนวโน้มไตรมาส 4/2569 ฝ่ายวิจัยคาดว่าจะยังคงเติบโตได้ดีเมื่อเทียบกับปีก่อน จากอานิสงส์การเร่งสต็อกสินค้าก่อนเทศกาลสำคัญในภูมิภาค อย่างไรก็ตามต้องจับตาแรงกดดันจากต้นทุนวัตถุดิบเศษกระดาษ (AOCC) ที่ปรับตัวสูงขึ้นในระยะสั้น แต่เชื่อว่าเป็นเพียงปัจจัยชั่วคราวที่ไม่กระทบต่อภาพรวมการเติบโตในระยะยาว โดยปัจจุบัน SCGP มีโครงสร้างกำไรที่สมดุลมากขึ้นจากการขยายตัวของธุรกิจ Consumer Packaging และ Foodservice Packaging ที่เติบโตตามการบริโภคในภูมิภาค บทสรุปและคำแนะนำ บล.เอเซียพลัส แนะนำ "ซื้อ" โดยให้ราคาเป้าหมายปี 2570 ที่ 37.00 บาท คำนวณด้วยวิธี DCF (WACC 8.07%, Terminal growth 1.0%) หรือคิดเป็น Implied PER 20 เท่า โดยมองว่าราคาหุ้นปัจจุบันยังไม่สะท้อนการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของกำไรที่แข็งแกร่งขึ้น และโอกาสการเติบโตในอินโดนีเซียที่จะเป็นปัจจัยหนุนสำคัญในอีก 2-3 ปีข้างหน้า