Digg · aioMax Original News
คลังข่าวต้นฉบับที่ระบบ aioMax เขียนเอง (fin / fin-us / oppday / iaa / iaajump / AiOMax) — ไม่รวมข่าวสื่อภายนอก · Server-rendered สำหรับ SEO, AI crawler และ bot
Express Lane: หน้านี้เป็น HTML เต็ม (SSR) — มีเวอร์ชัน Markdown สำหรับ AI crawler
iaa GPSC บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน)

GPSC เผชิญแรงกดดันต้นทุนก๊าซ SPP ในระยะสั้น แต่ยังคงมุมมองเชิงบวกต่อการเติบโตระยะยาว

ไฮไลท์สำคัญ โบรกเกอร์ KGI คงคำแนะนำ Outperform สำหรับหุ้น GPSC โดยกำหนดราคาเป้าหมายปี 2570 ไว้ที่ 60.00 บาท แม้คาดการณ์ว่ากำไรสุทธิในไตรมาส 3/2569 จะปรับตัวลดลง 18% จากไตรมาสก่อนหน้า มาอยู่ที่ 1.5 พันล้านบาท เนื่องจากได้รับผลกระทบจากต้นทุนก๊าซที่สูงขึ้นและการเข้าสู่ช่วงโลว์ซีซั่นของโครงการพลังงานหมุนเวียนบางแห่ง อย่างไรก็ตาม บริษัทมีพื้นฐานที่แข็งแกร่งจากแผนการลงทุนระยะยาวและความต้องการใช้ไฟฟ้าจากศูนย์ข้อมูล (Data Center) ที่เพิ่มขึ้น วิเคราะห์สถานการณ์และผลประกอบการ สำหรับผลประกอบการไตรมาส 3/2569 คาดว่ากำไรสุทธิจะได้รับแรงกดดันจาก margin ของกลุ่ม SPP ที่ถูกบีบตัวจากต้นทุนก๊าซและถ่านหินที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ รวมถึงรายได้ส่วนแบ่งกำไรที่ลดลงจาก Avaada และ CFXD ตามฤดูกาล แม้จะมีปัจจัยบวกจากต้นทุนทางการเงินที่ลดลงและผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งของโครงการไซยะบุรี ทั้งนี้ KGI คาดการณ์ว่ากำไรหลักในไตรมาส 4/2569 จะเป็นจุดต่ำสุดของปี ก่อนที่จะฟื้นตัวในระยะถัดไป โดยบริษัทมีสถานะทางการเงินที่มั่นคงด้วยอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (Net IBD/E) ที่ 0.72 เท่า ซึ่งเพียงพอต่อการรองรับแผนการลงทุนในช่วงปี 2569-2578 ข้อสังเกตจากนักวิเคราะห์ โบรกเกอร์ KGI ระบุว่าราคาหุ้นอาจยังคงเคลื่อนไหวในกรอบจนกว่าสถานการณ์ราคาพลังงาน อัตราแลกเปลี่ยน และความชัดเจนของดีมานด์จากกลุ่ม Data Center จะปรับตัวดีขึ้น โดยประเมินว่าราคาพลังงานที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่องอาจส่งผลกระทบเชิงลบต่อกำไรในระยะยาวประมาณ 6-8% อย่างไรก็ตาม GPSC ยังคงมีโอกาสเติบโตจากแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP2026) และการขยายการลงทุนใน Data Center ทั้งในไทยและอินเดีย ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการปรับมูลค่าหุ้น (Rerating) ในอนาคต ส่วนสรุป โดยสรุป KGI มองว่า GPSC มีความน่าสนใจในแง่ของความเสี่ยงและผลตอบแทน (Risk/Reward) ที่เหมาะสมสำหรับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้ โดยแนะนำให้ทยอยสะสมหุ้นในช่วงที่ราคาอ่อนตัว เพื่อรอรับผลบวกจากการเติบโตในระยะกลางถึงยาว ทั้งจากโครงการใหม่ๆ และโอกาสในการนำบริษัทในเครืออย่าง AEPL เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ในช่วงปี 2570-2571 ซึ่งจะช่วยปลดล็อกมูลค่าและสร้างการเติบโตที่ยั่งยืนให้กับบริษัทต่อไป