2026-10-21T18:05:49+00:00 fin CREDIT ธนาคารไทยเครดิต จำกัด (มหาชน) CREDIT กำไร Q3/2569 โตเด่น 22.2% YoY รับอานิสงส์สินเชื่อขยายตัว-ต้นทุนดอกเบี้ยลดลง ส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) ปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องสู่ระดับ 7.8% พร้อมคุมคุณภาพสินทรัพย์ NPL ลดลงเหลือ 4.0% ธนาคารไทยเครดิต จำกัด (มหาชน) หรือ CREDIT รายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 3/2569 มีกำไรสุทธิ 1,239.0 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 22.2% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยได้รับแรงหนุนสำคัญจากการขยายตัวของพอร์ตสินเชื่อที่เติบโต 13.8% และการบริหารจัดการต้นทุนทางการเงินที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ส่งผลให้ NIM ปรับตัวสูงขึ้นจาก 7.6% ในปีก่อน มาอยู่ที่ 7.8% ในไตรมาสนี้ สะท้อนถึงความสามารถในการทำกำไรที่แข็งแกร่งท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจที่ท้าทาย Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน หัวใจสำคัญของกำไรในรอบนี้คือ "การเติบโตของรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ" ที่สอดคล้องกับการขยายตัวของพอร์ตสินเชื่อและการบริหารต้นทุนทางการเงินที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ สาเหตุหลัก: รายได้ดอกเบี้ยจากเงินให้สินเชื่อเพิ่มขึ้น 720.9 ล้านบาท (+16.2% YoY) จากการขยายตัวของสินเชื่อทุกกลุ่มผลิตภัณฑ์หลัก ประกอบกับค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยที่ลดลง 20.9 ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และลดลงถึง 205.6 ล้านบาทเมื่อเทียบกับไตรมาส 2/2569 ซึ่งเป็นผลจากการไถ่ถอนหุ้นกู้ด้อยสิทธิก่อนกำหนดในไตรมาสก่อนหน้า ซึ่งเป็นรายการที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว (One-time) ปัจจัยสนับสนุนเพิ่มเติม: ธนาคารมีรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น 35.0 ล้านบาท (+20.4% YoY) โดยหลักมาจากรายได้เงินชดเชย FIDF จากมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้อุทกภัยและมาตรการ "คุณสู้เราช่วย" ความต่อเนื่อง: แนวโน้ม NIM มีทิศทางปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจากจุดต่ำสุดในไตรมาส 1/2569 อย่างไรก็ตาม การเติบโตของกำไรในอนาคตยังต้องติดตามการตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (Credit Cost) ซึ่งเพิ่มขึ้น 8.9% QoQ เพื่อรองรับการขยายตัวของสินเชื่อและเสริมเกราะป้องกันความเสี่ยง โดยรวมถือว่ามีโอกาสเติบโตต่อเนื่องตามการขยายตัวของพอร์ตสินเชื่อ แต่ต้องบริหารจัดการคุณภาพหนี้อย่างรัดกุม Highlight สำคัญ กำไรสุทธิ: 1,239.0 ล้านบาท (+22.2% YoY, +25.2% QoQ) สินเชื่อรวม: 202,102.8 ล้านบาท (+13.8% YoY, +4.1% QoQ) NIM: ปรับตัวดีขึ้นมาอยู่ที่ 7.8% (จาก 7.2% ใน Q2/2569 และ 7.6% ใน Q3/2568) คุณภาพสินทรัพย์: Gross NPLs Ratio ลดลงเหลือ 4.0% (จาก 4.3% ใน Q2/2569) NPL Coverage Ratio: ปรับตัวดีขึ้นมาอยู่ที่ 156.0% (จาก 148.2% ใน Q2/2569) สะท้อนการตั้งสำรองอย่างรอบคอบ ภาพรวมผลประกอบการ กำไรสุทธิ 9 เดือนแรกปี 2569 อยู่ที่ 3,392.9 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 19.4% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยรายได้จากการดำเนินงานสุทธิรวมอยู่ที่ 12,510.5 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14.0% ขณะที่อัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้ (Cost to Income Ratio) ปรับตัวดีขึ้นมาอยู่ที่ 39.6% ในไตรมาสนี้ โอกาส การขยายตัวของสินเชื่อในทุกกลุ่มผลิตภัณฑ์หลัก โดยเฉพาะสินเชื่อไมโครเอสเอ็มอี และการเพิ่มขึ้นของสัดส่วนเงินฝาก CASA (32.2%) ช่วยลดต้นทุนทางการเงินในระยะยาว รวมถึงการมีฐานเงินกองทุนที่แข็งแกร่ง (CAR 16.8%) รองรับการขยายธุรกิจในอนาคต ความเสี่ยง ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจที่อาจส่งผลต่อความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้รายย่อย ซึ่งธนาคารได้เพิ่มการตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (Credit Cost) ขึ้นเป็น 2.37% ในไตรมาสนี้ เพื่อรองรับความเสี่ยงดังกล่าว สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ ทิศทางของ Credit Cost ในไตรมาสถัดไปว่าจะทรงตัวหรือเพิ่มขึ้นตามการขยายตัวของสินเชื่อ การรักษาอัตราส่วน NPLs ให้ต่ำกว่าระดับ 4.0% อย่างต่อเนื่อง การบริหารจัดการต้นทุนเงินฝากท่ามกลางการแข่งขันในตลาด ผลกระทบจากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายต่อ NIM ในระยะถัดไป รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่มธุรกิจการเงิน) ธนาคารเน้นการเติบโตในกลุ่มสินเชื่อไมโครเอสเอ็มอี (สัดส่วน 68.3% ของพอร์ต) ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีอัตราผลตอบแทนสูง โดยมีการบริหารจัดการเงินรับฝากผ่านโปรแกรมส่งเสริมการขายอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เงินรับฝากเพิ่มขึ้น 19.1% จากสิ้นปี 2568 มาอยู่ที่ 185,328.0 ล้านบาท ฐานะการเงินและกระแสเงินสด สินทรัพย์รวมอยู่ที่ 234,464.3 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11.9% จากสิ้นปี 2568 โดยสินทรัพย์หลักคือเงินให้สินเชื่อแก่ลูกหนี้ ส่วนของเจ้าของเพิ่มขึ้นเป็น 28,489.5 ล้านบาท จากกำไรสะสมระหว่างงวด และเงินกองทุนตามกฎหมาย (CAR) อยู่ที่ 16.8% ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำของ ธปท. อย่างมีนัยสำคัญ สรุปท้าย CREDIT โชว์ผลงานไตรมาส 3/2569 ได้อย่างโดดเด่นด้วยกำไรที่เติบโตทั้ง YoY และ QoQ โดยมีหัวใจสำคัญจากการขยายตัวของพอร์ตสินเชื่อและ NIM ที่ฟื้นตัว แม้จะมีการตั้งสำรองเพิ่มขึ้นเพื่อรองรับความเสี่ยง แต่คุณภาพสินทรัพย์โดยรวมปรับตัวดีขึ้น สะท้อนถึงการบริหารจัดการที่รัดกุมและมีประสิทธิภาพในการทำกำไรท่ามกลางความท้าทายทางเศรษฐกิจ