Digg · aioMax Original News
คลังข่าวต้นฉบับที่ระบบ aioMax เขียนเอง (fin / fin-us / oppday / iaa / iaajump / AiOMax) — ไม่รวมข่าวสื่อภายนอก · Server-rendered สำหรับ SEO, AI crawler และ bot
Express Lane: หน้านี้เป็น HTML เต็ม (SSR) — มีเวอร์ชัน Markdown สำหรับ AI crawler
fin BAY ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)

BAY กำไรสุทธิ Q3/2569 โต 4.4% QoQ รับอานิสงส์บริหารต้นทุนการเงิน-คุมค่าใช้จ่ายเข้มงวด

ผลประกอบการแกร่งท่ามกลางเศรษฐกิจเปราะบาง พร้อมเดินหน้ากลยุทธ์เติบโตเชิงคุณภาพและบริหารความเสี่ยงเชิงรุก ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) หรือ BAY รายงานกำไรสุทธิไตรมาส 3/2569 อยู่ที่ 8,660 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.4% จากไตรมาสก่อนหน้า (QoQ) โดยได้รับแรงหนุนสำคัญจากการบริหารจัดการสินทรัพย์และหนี้สินอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการควบคุมค่าใช้จ่ายและการลดลงของผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น แม้ภาพรวมเศรษฐกิจไทยจะยังคงเผชิญความท้าทายจากอุปสงค์ภายในประเทศที่เปราะบางและภาระหนี้ครัวเรือนในระดับสูง แต่ธนาคารยังคงรักษาความแข็งแกร่งของผลการดำเนินงานจากธุรกิจหลักและเครือข่ายในภูมิภาคอาเซียนไว้ได้ Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน หัวใจสำคัญของกำไรในรอบนี้คือ "การบริหารต้นทุนทางการเงินเชิงรุก" และ "การควบคุมค่าใช้จ่ายอย่างเข้มงวด" ซึ่งช่วยชดเชยแรงกดดันจากสภาวะอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับต่ำและรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยที่ปรับตัวลดลงตามปัจจัยทางบัญชี ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น: การบริหารต้นทุนทางการเงิน: ธนาคารสามารถลดค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยลงได้ 3.3% QoQ ผ่านกลยุทธ์การปรับโครงสร้างเงินรับฝากและการบริหารหนี้สินอย่างมีวินัย ส่งผลให้ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) ยังคงแข็งแกร่งอยู่ที่ 4.66% แม้อัตราผลตอบแทนจากสินเชื่อจะปรับตัวลดลง การควบคุมค่าใช้จ่าย: ค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานลดลง 1.0% QoQ ส่วนหนึ่งมาจากการเปลี่ยนวิธีรับรู้ทางบัญชีของ PT Home Credit Indonesia (HCID) จากบริษัทย่อยเป็นบริษัทร่วม (Deconsolidation) ซึ่งช่วยลดฐานค่าใช้จ่ายลง คุณภาพสินทรัพย์: ผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นลดลง 5.4% QoQ สะท้อนถึงประสิทธิผลของการบริหารความเสี่ยงเชิงรุก แม้ธนาคารจะยังคงตั้งสำรองส่วนเพิ่ม (Management Overlays) เพื่อรองรับความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ ส่งผลให้อัตราส่วนเงินสำรองต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพ (Coverage Ratio) ปรับตัวดีขึ้นเป็น 143.1% จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่: ปัจจัยบวกจากการบริหารต้นทุนทางการเงินและการคุมค่าใช้จ่ายมี "โอกาสต่อเนื่อง" เนื่องจากเป็นยุทธศาสตร์หลักที่ธนาคารมุ่งเน้นในปี 2569 อย่างไรก็ตาม ความสามารถในการทำกำไรในระยะถัดไปจะขึ้นอยู่กับทิศทางเศรษฐกิจไทยที่ยังมีความเสี่ยงจากอุทกภัยและหนี้ครัวเรือน รวมถึงการเติบโตของสินเชื่อในกลุ่มลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่และอาเซียน ซึ่งธนาคารยังคงต้องติดตามปัจจัยภายนอกอย่างใกล้ชิด Highlight สำคัญ กำไรสุทธิ 9 เดือนแรกปี 2569: อยู่ที่ 25,572 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) สินเชื่อรวม: ณ สิ้นไตรมาส 3/2569 อยู่ที่ 1,935,878 ล้านบาท เติบโต 0.4% จากสิ้นปี 2568 โดยได้รับแรงหนุนจากสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่และอาเซียน NIM แข็งแกร่ง: อยู่ที่ 4.66% ทรงตัวจากไตรมาสก่อนหน้า สะท้อนประสิทธิภาพการบริหารงบดุล คุณภาพสินทรัพย์: อัตราส่วน NPL อยู่ที่ 3.19% ปรับตัวดีขึ้นจาก 3.26% ณ สิ้นปี 2568 เงินกองทุน: อัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (CAR) อยู่ที่ 20.46% ซึ่งอยู่ในระดับที่แข็งแกร่งและสูงกว่าเกณฑ์ที่ทางการกำหนด ภาพรวมผลประกอบการ รายได้ดอกเบี้ยสุทธิในไตรมาส 3/2569 อยู่ที่ 29,074 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.1% QoQ และ 4.1% YoY จากการบริหารต้นทุนทางการเงินที่มีประสิทธิภาพ ขณะที่รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยลดลง 4.5% QoQ จากการเปลี่ยนวิธีรับรู้ทางบัญชีของ HCID และกำไรจากเครื่องมือทางการเงินที่ลดลง โอกาส การเติบโตของสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ (บรรษัทไทยและบรรษัทข้ามชาติ) ที่ยังคงมีความต้องการเงินทุนหมุนเวียนและการลงทุน เครือข่ายในภูมิภาคอาเซียนที่ยังคงขยายตัวได้ดี โดยเฉพาะหลังการเข้าซื้อ SFinance ในเวียดนามเต็ม 100% การเป็นผู้นำด้านการเงินเพื่อความยั่งยืน (ESG Finance) ซึ่งเป็นโอกาสในการขยายฐานรายได้ค่าธรรมเนียม ความเสี่ยง อุปสงค์ภายในประเทศที่เปราะบางและภาระหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง กดดันการเติบโตของสินเชื่อรายย่อย ผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัยในช่วงปลายไตรมาสที่อาจส่งผลต่อความสามารถในการชำระหนี้ของลูกค้า ความไม่แน่นอนจากปัจจัยภายนอก เช่น ความขัดแย้งในตะวันออกกลางและนโยบายภาษีของสหรัฐฯ สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ ทิศทางของ NPL ในกลุ่มสินเชื่อรายย่อยและ SME ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวช้า การบริหารจัดการส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย (NIM) หากทิศทางดอกเบี้ยนโยบายมีการเปลี่ยนแปลง ผลกระทบต่อเนื่องจากอุทกภัยต่อคุณภาพสินทรัพย์ในไตรมาสถัดไป การเติบโตของสินเชื่อในภูมิภาคอาเซียนภายใต้โครงสร้างการลงทุนใหม่ รายละเอียดเชิงลึก (ธุรกิจการเงิน) ธนาคารเน้นการเติบโตเชิงคุณภาพ โดยสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ขยายตัว 6.5% YTD ขณะที่สินเชื่อ SME และรายย่อยในประเทศหดตัวลง สะท้อนการคัดกรองลูกค้าอย่างระมัดระวัง ด้านโครงสร้างเงินฝาก ธนาคารรักษา CASA ได้ที่ 60.3% ซึ่งช่วยลดต้นทุนทางการเงินได้ดี ฐานะการเงินและกระแสเงินสด ฐานะการเงินของธนาคารยังคงแข็งแกร่งด้วยอัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงที่ 20.46% และสภาพคล่องที่เพียงพอ โดยมีการบริหารจัดการเงินรับฝากประจำเพื่อเตรียมความพร้อมรองรับการขยายตัวของสินเชื่อในอนาคต สรุปท้าย BAY สามารถรักษาความสามารถในการทำกำไรได้อย่างโดดเด่นในไตรมาส 3/2569 ผ่านการบริหารต้นทุนทางการเงินและค่าใช้จ่ายที่เข้มงวด แม้จะเผชิญกับความท้าทายทางเศรษฐกิจรอบด้าน การเติบโตของสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่และอาเซียนยังคงเป็นเครื่องยนต์หลักที่ขับเคลื่อนธนาคาร ในขณะที่การตั้งสำรองที่รอบคอบช่วยสร้างความมั่นใจต่อคุณภาพสินทรัพย์ในระยะยาว