2026-10-21T11:24:26+00:00 fin KKP ธนาคารเกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) KKP กำไรสุทธิ Q3/2569 พุ่ง 43% YoY รับอานิสงส์รายได้ค่าธรรมเนียม-วานิชธนกิจโตแกร่ง รายได้ธุรกิจหลักขยายตัวต่อเนื่องหนุนผลประกอบการ ขณะที่คุณภาพสินทรัพย์บริหารจัดการได้ดีตามแผน ธนาคารเกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) หรือ KKP รายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 3/2569 มีกำไรสุทธิ 2,388 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 43.0 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) โดยได้รับแรงหนุนสำคัญจากการเติบโตของรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยในหลายธุรกิจหลัก ทั้งธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง ธุรกิจดิจิทัล (Dime!) และธุรกิจวานิชธนกิจ ประกอบกับการบริหารจัดการต้นทุนทางการเงินที่มีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ภาพรวมผลประกอบการเติบโตอย่างแข็งแกร่งท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ยังมีความท้าทาย Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน หัวใจสำคัญของกำไรที่เติบโตโดดเด่นในไตรมาส 3/2569 คือ "การขยายตัวของรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย (Non-NII)" ที่เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 28.3 YoY และ "การบริหารจัดการต้นทุนทางการเงิน" ที่ส่งผลให้รายได้ดอกเบี้ยสุทธิปรับตัวดีขึ้น 1) หัวใจคืออะไร: ปัจจัยหลักมาจากรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิที่พุ่งสูงขึ้นร้อยละ 46.5 YoY จากธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง (Wealth Management) และธุรกิจดิจิทัล Dime! รวมถึงรายได้จากธุรกิจวานิชธนกิจที่ปรับตัวดีขึ้นตามธุรกรรมที่เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ การบริหารต้นทุนทางการเงินอย่างมีประสิทธิภาพช่วยให้รายได้ดอกเบี้ยสุทธิเพิ่มขึ้นร้อยละ 6.5 YoY แม้ว่ารายได้ดอกเบี้ยจากสินเชื่อจะปรับลดลงตามการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายก็ตาม 2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น: รายได้ค่าธรรมเนียม: ได้รับอานิสงส์จากมูลค่าการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 71.1 YoY และความสำเร็จของบล.เกียรตินาคินภัทร ที่ครองส่วนแบ่งการตลาดอันดับ 1 (ร้อยละ 23.52) รวมถึงการเติบโตของสินทรัพย์ภายใต้การบริหารจัดการ (AUM/AUA) ต้นทุนทางการเงิน: ธนาคารสามารถบริหารจัดการต้นทุนเงินรับฝากได้ดีขึ้น ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยลดลงร้อยละ 26.8 YoY ซึ่งช่วยชดเชยการลดลงของรายได้ดอกเบี้ยจากการปรับพอร์ตสินเชื่อให้มีคุณภาพสูงขึ้น 3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่: มีโอกาสต่อเนื่องในส่วนของรายได้ค่าธรรมเนียม เนื่องจากธนาคารมีความแข็งแกร่งในธุรกิจบริหารความมั่งคั่งและธุรกิจดิจิทัลที่มีฐานลูกค้าขยายตัว อย่างไรก็ตาม ต้องติดตามภาวะตลาดทุนและปริมาณการซื้อขายหลักทรัพย์ซึ่งมีความผันผวนตามปัจจัยภายนอก ส่วนการบริหารต้นทุนทางการเงินคาดว่าจะยังคงเป็นปัจจัยสนับสนุนต่อเนื่องตามทิศทางดอกเบี้ยที่ธนาคารบริหารจัดการได้ Highlight สำคัญ กำไรสุทธิ 9 เดือนแรกปี 2569: อยู่ที่ 6,466 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 56.1 YoY รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย (Q3/2569): อยู่ที่ 3,202 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 28.3 YoY ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย (NIM): ปรับเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ร้อยละ 4.7 ในไตรมาส 3/2569 จากร้อยละ 4.4 ในไตรมาส 3/2568 คุณภาพสินทรัพย์: อัตราส่วนสินเชื่อด้อยคุณภาพ (NPL Ratio) ปรับลดลงเหลือร้อยละ 3.4 จากร้อยละ 4.3 ณ สิ้นปี 2568 การตั้งสำรอง: มีการตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิต 928 ล้านบาท โดยรวมการตั้งสำรองพิเศษ (Management Overlay) เพื่อรองรับความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและสถานการณ์อุทกภัย ภาพรวมผลประกอบการ ผลประกอบการไตรมาส 3/2569 สะท้อนความสามารถในการกระจายแหล่งรายได้ โดยรายได้จากการดำเนินงานรวมอยู่ที่ 7,710 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 14.6 YoY กำไรต่อหุ้นขั้นพื้นฐานอยู่ที่ 2.78 บาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 37.6 YoY แสดงถึงประสิทธิภาพการทำกำไรที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โอกาส การขยายตัวของสินเชื่อธุรกิจและสินเชื่อบรรษัทที่เติบโตได้ดี (สินเชื่อบรรษัท +26.8% YTD) รวมถึงการเติบโตของสินเชื่อ Lombard ที่ขยายตัวสูงถึง 147.3% YTD เป็นเครื่องยนต์ใหม่ที่ช่วยชดเชยการหดตัวของสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ นอกจากนี้ ธุรกิจดิจิทัลผ่านแอปพลิเคชัน Dime! ยังเป็นช่องทางสำคัญในการเข้าถึงฐานลูกค้าใหม่ (Mass Segment) ความเสี่ยง ความเสี่ยงหลักยังคงมาจากภาวะเศรษฐกิจไทยที่ฟื้นตัวแบบกระจุกตัว และปัญหาเชิงโครงสร้างในภาคการผลิต รวมถึงความผันผวนของตลาดทุนที่อาจกระทบต่อรายได้ค่าธรรมเนียม นอกจากนี้ สถานการณ์อุทกภัยอาจส่งผลกระทบต่อคุณภาพสินเชื่อในบางกลุ่มลูกค้า ซึ่งธนาคารได้เตรียมสำรองรองรับไว้แล้ว สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ ทิศทางดอกเบี้ยนโยบาย: ผลกระทบต่อ NIM และต้นทุนทางการเงินในอนาคต คุณภาพสินเชื่อเช่าซื้อ: การบริหารจัดการรถยึดและผลขาดทุนจากการขายรถยึด ความผันผวนของตลาดทุน: ผลกระทบต่อรายได้ค่านายหน้าและรายได้จากธุรกิจการลงทุน ผลกระทบจากอุทกภัย: ความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้ในพื้นที่ประสบภัย การเติบโตของสินเชื่อใหม่: การรักษาสมดุลระหว่างการเติบโตของสินเชื่อธุรกิจและคุณภาพสินทรัพย์ รายละเอียดเชิงลึก (ธุรกิจการเงิน) ธนาคารเน้นการเติบโตสินเชื่ออย่างระมัดระวัง โดยสินเชื่อรวมขยายตัวร้อยละ 3.7 จากสิ้นปี 2568 สินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ยังคงหดตัวร้อยละ 6.5 ตามมาตรการควบคุมคุณภาพสินเชื่อ ในขณะที่สินเชื่อธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และสินเชื่อบรรษัทเป็นตัวขับเคลื่อนหลัก ด้านอัตราส่วนค่าเผื่อผลขาดทุนด้านเครดิตต่อสินเชื่อที่มีการด้อยค่าด้านเครดิต (Coverage Ratio) อยู่ในระดับสูงที่ร้อยละ 154.7 สะท้อนความรอบคอบในการตั้งสำรอง ฐานะการเงินและกระแสเงินสด ณ สิ้นไตรมาส 3/2569 ธนาคารมีสินทรัพย์รวม 516,847 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 5.9 จากสิ้นปี 2568 อัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (BIS Ratio) อยู่ที่ร้อยละ 16.00 (หากรวมกำไรถึงไตรมาส 3/2569 จะอยู่ที่ร้อยละ 16.75) ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำของธนาคารแห่งประเทศไทยอย่างมีนัยสำคัญ สรุปท้าย KKP ในไตรมาส 3/2569 แสดงให้เห็นถึงความสำเร็จในการปรับโครงสร้างรายได้ให้มีความหลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะการเติบโตของรายได้ค่าธรรมเนียมและธุรกิจตลาดทุนที่แข็งแกร่ง แม้สินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์จะยังคงอยู่ในช่วงปรับตัว แต่การบริหารจัดการต้นทุนทางการเงินและคุณภาพสินทรัพย์ที่รัดกุม ทำให้ธนาคารสามารถรักษาความสามารถในการทำกำไรไว้ได้ในระดับสูง พร้อมรับมือกับความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจด้วยระดับเงินกองทุนที่แข็งแกร่ง