Digg · aioMax Original News
คลังข่าวต้นฉบับที่ระบบ aioMax เขียนเอง (fin / fin-us / oppday / iaa / iaajump / AiOMax) — ไม่รวมข่าวสื่อภายนอก · Server-rendered สำหรับ SEO, AI crawler และ bot
Express Lane: หน้านี้เป็น HTML เต็ม (SSR) — มีเวอร์ชัน Markdown สำหรับ AI crawler
iaa SAPPE บริษัท เซ็ปเป้ จำกัด (มหาชน)

หยวนต้าชี้ SAPPE กำไร Q3/26 โตเด่นรับไฮซีซั่น คงเป้าหมาย 42 บาท

ไฮไลท์สำคัญ บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) ออกบทวิเคราะห์หุ้น SAPPE โดยคาดการณ์กำไรปกติไตรมาส 3/2569 อยู่ที่ 200 ล้านบาท เติบโตแข็งแกร่งทั้งรายไตรมาส (+8.1% QoQ) และรายปี (+11.3% YoY) รับอานิสงส์จากช่วงไฮซีซั่นของธุรกิจและสภาพอากาศที่ร้อนจัดจากปรากฏการณ์เอลนีโญ พร้อมคงคำแนะนำ “ซื้อ” โดยประเมินราคาเหมาะสมไว้ที่ 42.00 บาท อิงวิธีประเมินมูลค่าด้วยค่า PER ที่ 16.1 เท่า เจาะลึกปัจจัยหนุนการเติบโต การเติบโตในไตรมาส 3/2569 มีปัจจัยบวกจากรายได้ที่คาดว่าจะแตะ 1,550 ล้านบาท (+14.9% YoY) โดยได้รับแรงหนุนจาก 4 ปัจจัยหลัก ได้แก่ 1) ช่วง High season และอากาศที่ร้อนกว่าปกติ 2) ยอดขายในตะวันออกกลางฟื้นตัวหลังปรับเส้นทางขนส่ง 3) การเร่งสั่งซื้อของลูกค้าในฟิลิปปินส์ผ่านกิจกรรมการตลาด และ 4) ฐานที่ต่ำในปีก่อนจากความล่าช้าในการสั่งซื้อของลูกค้าสหรัฐฯ นอกจากนี้ อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) คาดว่าจะขยายตัวอยู่ที่ 44.5% จากผลบวกของค่าเงินบาทที่อ่อนค่าและการฟื้นตัวของอัตราการใช้กำลังการผลิต (U-rate) ข้อสังเกตและแนวโน้มในอนาคต สำหรับไตรมาส 4/2569 คาดว่ากำไรจะชะลอตัวลง QoQ เนื่องจากเข้าสู่ช่วง Low season แต่ยังคงเติบโตได้เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) ทั้งนี้ หยวนต้าคงประมาณการกำไรปกติปี 2569 ไว้ที่ 724 ล้านบาท และมองเชิงบวกต่อปี 2570 โดยคาดกำไรจะเติบโตแตะ 802 ล้านบาท (+10.8% YoY) จากการขยายตลาดในอินโดนีเซียและการรับรู้รายได้ที่เพิ่มขึ้น ทั้งนี้ ความเสี่ยงจากราคาน้ำตาลที่ปรับตัวสูงขึ้นมีผลกระทบจำกัด เนื่องจากบริษัทสามารถปรับสูตรสินค้าและบริหารจัดการกิจกรรมส่งเสริมการขายเพื่อชดเชยต้นทุนได้ สรุปภาพรวมการลงทุน สถานะทางการเงินของ SAPPE ยังคงแข็งแกร่งอยู่ในระดับ Net cash ซึ่งสะท้อนถึงความมั่นคงของกระแสเงินสด สำหรับสถานการณ์น้ำท่วมที่ผ่านมาพบว่าโรงงานไม่ได้รับผลกระทบและสามารถดำเนินการผลิตได้ตามปกติ ปัจจุบันหุ้น SAPPE ซื้อขายบนค่า PER ปี 2569-2570 ที่ระดับ 13.0 เท่า และ 11.7 เท่า ตามลำดับ ซึ่งถือเป็นระดับที่น่าสนใจสำหรับการลงทุนในระยะยาว