Digg · aioMax Original News
คลังข่าวต้นฉบับที่ระบบ aioMax เขียนเอง (fin / fin-us / oppday / iaa / iaajump / AiOMax) — ไม่รวมข่าวสื่อภายนอก · Server-rendered สำหรับ SEO, AI crawler และ bot
Express Lane: หน้านี้เป็น HTML เต็ม (SSR) — มีเวอร์ชัน Markdown สำหรับ AI crawler
iaa HMPRO บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน)

HMPRO กำไรแกร่งท่ามกลางความผันผวน พร้อมปันผลสูงหนุนราคาหุ้น

ไฮไลท์สำคัญ โบรกเกอร์ BLS คงคำแนะนำ "ถือ" หุ้น HMPRO โดยกำหนดราคาเป้าหมายที่ 7.00 บาท แม้เผชิญภาวะกำลังซื้ออ่อนแอและตลาดอสังหาริมทรัพย์ชะลอตัว แต่บริษัทมีความโดดเด่นด้านกระแสเงินสดจากการดำเนินงานที่แข็งแกร่งและโครงสร้างทางการเงินที่มั่นคง ซึ่งช่วยให้สามารถจ่ายเงินปันผลได้อย่างต่อเนื่อง โดยคาดการณ์อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yield) ไว้ที่ระดับสูงกว่า 6% ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยจำกัดความเสี่ยงขาลง (Downside) ของราคาหุ้น วิเคราะห์ผลประกอบการและการดำเนินงาน สำหรับไตรมาส 3/69 คาดการณ์กำไรหลักอยู่ที่ 1.3 พันล้านบาท เติบโต 3% YoY แม้ยอดขายสาขาเดิม (SSSG) ของ HomePro จะลดลง 2.5% แต่ได้รับแรงหนุนจากการเปิดสาขาใหม่ 10 แห่ง ทำให้รายได้รวมอยู่ที่ 1.6 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 1% YoY โดยมีอัตรากำไรขั้นต้นรวมอยู่ที่ 28.1% เพิ่มขึ้น 40bps YoY จากการเพิ่มสัดส่วนสินค้าแบรนด์ตนเอง (Private Label) ที่มีอัตรากำไรสูงกว่าสินค้าทั่วไป 5-15% ทั้งนี้ ในไตรมาส 4/69 คาดว่ากำไรจะเติบโตทั้ง YoY และ QoQ จากปัจจัยฤดูกาลและความต้องการซ่อมแซมที่อยู่อาศัยหลังน้ำท่วม ซึ่งช่วยหนุนยอดขายสาขาเดิมให้ฟื้นตัว 5-10% ในช่วงต้นเดือนตุลาคม ข้อสังเกตและปัจจัยที่ต้องติดตาม บริษัทมีกลยุทธ์การเติบโตที่เน้นความคุ้มค่าผ่านการเปิดสาขาใหม่ปีละ 5-6 แห่ง โดยเน้นรูปแบบผสมผสานระหว่าง HomePro และ MegaHome ซึ่งช่วยลดงบลงทุนลงได้ถึง 50% เมื่อเทียบกับร้านดั้งเดิม นอกจากนี้ การนำสินค้าแบรนด์ตนเองมาจำหน่ายมากขึ้นถือเป็น ผลบวก ต่ออัตรากำไรขั้นต้น โดยทุกๆ 1% ของสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นจะช่วยหนุนอัตรากำไรขั้นต้นรวมประมาณ 10bps อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ต้องระวังคือ ปัจจัยลบ จากภาวะหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูงและการแข่งขันที่รุนแรงในกลุ่มสินค้าวัสดุก่อสร้าง ซึ่งอาจกดดันการเติบโตของกำไรในระยะสั้น ส่วนสรุป โดยรวม HMPRO ยังคงเป็นหุ้นที่ทนทานต่อความผันผวนของตลาดได้ดี แม้การเติบโตของกำไรจะอยู่ในระดับจำกัด แต่ด้วยกระแสเงินสดที่แข็งแกร่งและการบริหารจัดการต้นทุนที่มีประสิทธิภาพผ่านสินค้าแบรนด์ตนเอง ทำให้บริษัทสามารถรักษาความสามารถในการทำกำไรและจ่ายปันผลได้สม่ำเสมอ นักวิเคราะห์มองว่าความเสี่ยงต่อกำไรสุทธิมีจำกัดเพียง 5-7% แม้ในกรณีเลวร้ายที่สุด (Bear Case) จึงยังคงคำแนะนำให้ถือเพื่อรับผลตอบแทนจากเงินปันผลต่อไป