2026-10-09T19:04:30+00:00 iaa HMPRO บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) HMPRO รับอานิสงส์น้ำท่วมหนุนยอดซ่อมแซมบ้าน โบรกฯ ชี้ราคาหุ้นน่าสนใจรับปันผลสูง ฟื้นตัวต่อเนื่องรับปัจจัยบวกระยะสั้น บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ HMPRO มีแนวโน้มการเติบโตที่สดใสขึ้น โดยโบรกเกอร์ FSSIA คาดการณ์กำไรสุทธิไตรมาส 3/2569 อยู่ที่ 1,357 ล้านบาท เติบโต 4.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แม้จะลดลง 14.9% จากไตรมาสก่อนหน้าตามปัจจัยฤดูกาล โดยมีแรงหนุนสำคัญจากการบริหารจัดการอัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ที่ดีขึ้น รวมถึงได้รับอานิสงส์เชิงบวกจากสถานการณ์น้ำท่วมในช่วงปลายเดือนกันยายนถึงต้นเดือนตุลาคม 2569 ซึ่งกระตุ้นความต้องการซ่อมแซมที่อยู่อาศัยในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลที่มีสัดส่วนรายได้สูงถึง 35-40% ของรายได้รวม วิเคราะห์เจาะลึกผลประกอบการและราคาเป้าหมาย FSSIA คงคำแนะนำ "ซื้อ" โดยให้ราคาเป้าหมายที่ 7.70 บาทต่อหุ้น ซึ่งประเมินจากมูลค่าหุ้นที่ยังอยู่ในระดับน่าสนใจด้วยค่า P/E ปี 2569 ที่ 13.8 เท่า ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มธุรกิจเดียวกันที่ 15.2 เท่า สำหรับการเติบโตของกำไรในปี 2569 คาดว่าจะทรงตัว (Flattish) ก่อนจะกลับมาเติบโต 2.9% ในปี 2567 โดยปัจจัยขับเคลื่อนหลักมาจากอัตรากำไรขั้นต้นที่เพิ่มขึ้นเป็น 27.3% ในไตรมาส 3/2569 จากการปรับราคาสินค้าขาย (ASP) และการเพิ่มสัดส่วนสินค้า House Brand ที่มีมาร์จิ้นสูง แม้จะมีค่าใช้จ่ายในการเปิดสาขาใหม่กดดันอยู่บ้าง ข้อสังเกตต่อสถานะการเงินและการแข่งขัน ในส่วนของสถานะทางการเงิน HMPRO ยังคงมีความแข็งแกร่ง โดยมีอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อทุน (Net Debt/Equity) อยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ที่ 51.4% ในปี 2569 อย่างไรก็ตาม ตลาดค้าปลีกวัสดุก่อสร้างยังคงมีการแข่งขันที่เข้มข้นจากทั้งผู้เล่นรายเดิมและแพลตฟอร์มออนไลน์ ซึ่งเป็นปัจจัยที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด แต่ด้วยกลยุทธ์การเป็น "Home Lifetime Companion" ที่เน้นรักษาฐานลูกค้าในระบบนิเวศของบริษัท ทำให้ HMPRO ยังคงรักษาความสามารถในการแข่งขันได้เป็นอย่างดี สรุปภาพรวมการลงทุน โดยรวมแล้ว HMPRO ถือเป็นหุ้นที่น่าสนใจสำหรับนักลงทุนที่มองหาความมั่นคงและผลตอบแทนจากเงินปันผล โดยบริษัทมีอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yield) สูงที่สุดในกลุ่มพาณิชย์ที่ประมาณ 6% ต่อปี ประกอบกับมาตรการช่วยเหลือจากภาครัฐเรื่องประกันภัยพิบัติที่จะช่วยกระตุ้นการซ่อมแซมบ้าน ยิ่งเป็นปัจจัยบวกเสริมความต้องการสินค้าในระยะสั้น ทั้งนี้ นักลงทุนควรติดตามการประกาศผลประกอบการไตรมาส 3/2569 ที่จะเกิดขึ้นในเดือนพฤศจิกายนนี้ เพื่อประเมินทิศทางการเติบโตที่ชัดเจนยิ่งขึ้น