2026-10-08T19:07:55+00:00 iaa SPALI บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) จับตา SPALI กับแนวโน้มไตรมาส 3/26 ที่ยังคงเผชิญแรงกดดัน ภาพรวมสถานการณ์และมุมมองโบรกเกอร์ บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย (FSSIA) ได้ออกบทวิเคราะห์หุ้นบริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) หรือ SPALI โดยปรับคำแนะนำขึ้นจาก "ลด" (Reduce) เป็น "ถือ" (HOLD) พร้อมปรับราคาเป้าหมายใหม่ไปที่ 16.80 บาท (จากเดิม 15.60 บาท) โดยใช้วิธีการประเมินมูลค่าหุ้นด้วยอัตราส่วนราคาต่อกำไร (P/E) ที่ 7.6 เท่า ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปีอยู่ 0.75 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (SD) เพื่อสะท้อนการปรับตัวของราคาและคาดการณ์เงินปันผลที่น่าสนใจในระดับ 6-7% ต่อปี วิเคราะห์ผลประกอบการและปัจจัยกระทบ สำหรับผลการดำเนินงานในไตรมาส 3/26 คาดว่าจะปรับตัวลดลงทั้งเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน (q-q) และช่วงเดียวกันของปีก่อน (y-y) โดยมีสาเหตุหลักจากยอดโอนกรรมสิทธิ์ที่ต่ำกว่าเป้าหมาย เนื่องจากวันหยุดพิเศษในช่วงปลายเดือนกันยายนที่ผ่านมาส่งผลให้การโอนกรรมสิทธิ์โครงการคอนโดมิเนียมสำคัญอย่าง "ศุภาลัย พาร์ค เอกมัย-พัฒนาการ" ต้องเลื่อนออกไปประมาณ 15-20% ของยอดที่วางแผนไว้ นอกจากนี้ ยอดขายรอรับรู้รายได้ (Presales) ในไตรมาส 3/26 อยู่ที่ 5.5 พันล้านบาท แม้จะเติบโต 6% q-q จากการเปิดตัวคอนโดใหม่ แต่ลดลงถึง 35% y-y เนื่องจากฐานที่สูงในปีก่อนและภาวะตลาดแนวราบที่ยังคงซบเซา ข้อสังเกตด้านการดำเนินงานและผลกระทบจากน้ำท่วม ในส่วนของสถานการณ์น้ำท่วมในกรุงเทพฯ ช่วงปลายเดือนกันยายนที่ผ่านมา แม้จะไม่มีผลกระทบโดยตรงต่อตัวบ้านของลูกค้า แต่ส่งผลกระทบทางอ้อมต่อการตัดสินใจซื้อและการเข้าเยี่ยมชมโครงการ โดยมีเพียง 13.7% ของโครงการที่อยู่ระหว่างการขายเท่านั้นที่มีปัญหาน้ำท่วมขังบริเวณทางเข้าออก ทั้งนี้ บริษัทได้มีการออกแบบโครงการให้มีระบบป้องกันน้ำท่วมและยกระดับพื้นที่มาตั้งแต่หลังเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ปี 2554 อย่างไรก็ตาม ปัจจัยลบที่น่ากังวลคือยอดขายรอโอน (Backlog) ที่ค่อนข้างต่ำ ซึ่งครอบคลุมเพียง 57% ของประมาณการโอนปี 2569 และเพียง 4% ของปี 2570 เท่านั้น สรุปภาพรวมการลงทุน แม้ผลประกอบการในไตรมาส 3/26 จะดูอ่อนแอ แต่คาดว่าจะเริ่มเห็นการฟื้นตัวได้ในไตรมาส 4/26 จากแผนการเปิดตัวโครงการใหม่ 22 โครงการ มูลค่ารวม 1.27 หมื่นล้านบาท โดยบริษัทมีสถานะทางการเงินที่แข็งแกร่งและมีอัตรากำไรขั้นต้นที่สูงกว่าคู่แข่งในอุตสาหกรรม อย่างไรก็ตาม นักลงทุนควรระมัดระวังความเสี่ยงจากภาวะเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวช้าและการแข่งขันที่ยังคงเข้มข้นในตลาดอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งอาจกดดันผลกำไรในระยะสั้นได้