Digg · aioMax Original News
คลังข่าวต้นฉบับที่ระบบ aioMax เขียนเอง (fin / fin-us / oppday / iaa / iaajump / AiOMax) — ไม่รวมข่าวสื่อภายนอก · Server-rendered สำหรับ SEO, AI crawler และ bot
Express Lane: หน้านี้เป็น HTML เต็ม (SSR) — มีเวอร์ชัน Markdown สำหรับ AI crawler
iaa SCAP บริษัท ศรีสวัสดิ์ แคปปิตอล 1969 จำกัด (มหาชน)

SCAP ลุ้นกำไรทำ All-Time High รับอานิสงส์ธุรกิจใหม่ Lock Phone หนุนฐานะการเงินแกร่ง

ไฮไลท์สำคัญ: SCAP เข้าสู่รอบการเติบโตใหม่ บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ออกบทวิเคราะห์แนะนำ “ซื้อ” หุ้น SCAP โดยประเมินราคาเป้าหมายปี 2570 ไว้ที่ 2.56 บาท ซึ่งมี Upside สูงถึง 70.8% จากราคาปิด ณ วันที่ 16 ก.ย. 2569 โดยมองว่าบริษัทกำลังเข้าสู่ขาขึ้นรอบใหม่จากการรุกธุรกิจสินเชื่อ Lock Phone ที่ให้ผลตอบแทนสูงและมีความเสี่ยงต่ำ ส่งผลให้คาดการณ์กำไรสุทธิปี 2569 จะทำสถิติสูงสุดใหม่ (All-Time High) ที่ 1,844 ล้านบาท เติบโตโดดเด่นถึง 108% YoY วิเคราะห์เจาะลึก: กลยุทธ์ธุรกิจและแนวโน้มผลประกอบการ SCAP ได้ปรับปรุงคุณภาพสินทรัพย์จนมีเสถียรภาพมากขึ้น โดยเฉพาะการลดผลขาดทุนจากการขายรถยึดและการตั้งสำรองที่ลดลง สำหรับไตรมาส 3/2569 คาดว่าจะมีกำไรสุทธิ 481 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 60.6% YoY และ 3.2% QoQ หนุนจากการขยายสินเชื่อ Lock Phone ผ่านพันธมิตร Dealer กว่า 7,000 แห่งทั่วประเทศ ซึ่งเป็นสินเชื่อที่ไม่มีเพดานดอกเบี้ย (25-30% ต่อปี) ช่วยดึง Asset Yield ให้ปรับตัวสูงขึ้น นอกจากนี้ บริษัทยังมีสถานะทางการเงินที่แข็งแกร่งด้วยเงินสดและสินทรัพย์ใกล้เคียงเงินสดสูงถึง 0.48 บาทต่อหุ้น คิดเป็น 32.3% ของราคาหุ้นปัจจุบัน ข้อสังเกต: ความเสี่ยงและการบริหารจัดการ นักวิเคราะห์ตั้งข้อสังเกตว่า แม้การแข่งขันในธุรกิจเช่าซื้อรถจักรยานยนต์จะยังคงมีความท้าทายจากเพดานดอกเบี้ยที่ 23% แต่ SCAP ได้ปรับกลยุทธ์ด้วยการเพิ่มเงินดาวน์และคัดกรองลูกค้าอย่างเข้มงวด ทำให้ NPL Ratio เริ่มทรงตัว ทั้งนี้ ความเสี่ยงที่ต้องติดตามคือทิศทางของกฎระเบียบภาครัฐในอนาคตที่อาจเข้ามาควบคุมสินเชื่อ Lock Phone รวมถึงความผันผวนของต้นทุนทางการเงิน อย่างไรก็ตาม ด้วยการจัดอันดับเครดิตที่ระดับ A- จาก Fitch Ratings ทำให้บริษัทสามารถบริหารจัดการต้นทุนดอกเบี้ยได้ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ส่วนสรุป: คำแนะนำการลงทุน หยวนต้าประเมินว่าราคาหุ้น SCAP ปัจจุบันยังซื้อขายด้วย PER และ PBV ปี 2570 ที่ต่ำเพียง 5.5 เท่า และ 0.8 เท่า ตามลำดับ ซึ่งถือว่าไม่แพงเมื่อเทียบกับความสามารถในการทำกำไรที่กำลังเร่งตัวขึ้น นอกจากนี้ยังมี Div. Yield ที่น่าสนใจคาดการณ์ที่ 5.4% ในปี 2569 และ 6.4% ในปี 2570 จึงเป็นโอกาสดีในการสะสมหุ้นสำหรับนักลงทุนที่มองหาการเติบโตของกำไรในระยะยาวและผลตอบแทนจากเงินปันผลที่คุ้มค่า