Digg · aioMax Original News
คลังข่าวต้นฉบับที่ระบบ aioMax เขียนเอง (fin / fin-us / oppday / iaa / iaajump / AiOMax) — ไม่รวมข่าวสื่อภายนอก · Server-rendered สำหรับ SEO, AI crawler และ bot
Express Lane: หน้านี้เป็น HTML เต็ม (SSR) — มีเวอร์ชัน Markdown สำหรับ AI crawler
iaa THRE บริษัท ไทยรับประกันภัยต่อ จำกัด (มหาชน)

THRE ลุ้นกำไรปี 2026 พลิกฟื้นรับอานิสงส์โครงการประกันภัยพิบัติแห่งชาติ

ไฮไลท์สำคัญ โบรกเกอร์ InnovestX (INVX) ปรับคำแนะนำเป็น OUTPERFORM สำหรับหุ้น THRE พร้อมปรับราคาเป้าหมายกลางปี 2027 ขึ้นเป็น 0.75 บาท (จากเดิม 0.50 บาท) โดยคาดการณ์ว่าบริษัทจะกลับมามีกำไรปกติ 295 ล้านบาทในปี 2026 หลังจากขาดทุนในปี 2025 และคาดว่าจะเติบโตต่อเนื่องอีก 10% ในปี 2027 โดยมีปัจจัยหนุนหลักจากโครงการประกันภัยพิบัติแห่งชาติและอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลที่น่าสนใจถึง 6.4% ในปี 2026 ส่วนเนื้อหาการวิเคราะห์ การเติบโตของ THRE ในปี 2026 จะได้รับผลบวกอย่างมีนัยสำคัญจาก โครงการประกันภัยพิบัติแห่งชาติ ซึ่งรัฐบาลอุดหนุนวงเงินค่าเบี้ยประกันภัยรวม 1.55 หมื่นล้านบาท ครอบคลุม 30 ล้านครัวเรือน โดยจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2026 ในฐานะบริษัทรับประกันภัยต่อเพียงรายเดียวในไทย THRE จึงมีโอกาสรับรายได้เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ การปรับโครงสร้างเป็นบริษัทโฮลดิ้ง (THREH) จะช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นในการดำเนินงาน สำหรับผลประกอบการปี 2026 คาดว่า Combined Ratio จะปรับตัวดีขึ้น เนื่องจากไม่มีการเคลมสินไหมจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวและอุทกภัยซ้ำซ้อนเหมือนปีที่ผ่านมา ทั้งนี้บริษัทมีแผนลดสัดส่วนการรับประกันสุขภาพเพื่อรับมือกับภาวะเงินเฟ้อทางการแพทย์ที่สูงขึ้น ข้อสังเกตและปัจจัยเสี่ยง นักวิเคราะห์มองว่า THRE มีฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่งด้วยอัตราส่วนความพอเพียงของเงินกองทุนที่ 330% ณ สิ้นปี 2025 อย่างไรก็ตามยังมีปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตาม ได้แก่ 1) การเคลมสินไหมที่อาจสูงกว่าคาด 2) การเติบโตของเบี้ยประกันภัยที่อาจช้ากว่าเป้าหมาย และ 3) ความเสี่ยงด้าน ESG เกี่ยวกับการให้บริการลูกค้าอย่างเป็นธรรม (Market Conduct) ซึ่งนักลงทุนควรใช้ความระมัดระวังในการติดตามข้อมูลการดำเนินงานอย่างใกล้ชิด ส่วนสรุป โดยสรุป INVX ประเมินว่า THRE กำลังเข้าสู่รอบการฟื้นตัวที่แข็งแกร่ง โดยคาดการณ์กำไรปกติปี 2026 ที่ 295 ล้านบาท และปี 2027 ที่ 325 ล้านบาท พร้อมคาดการณ์การกลับมาจ่ายเงินปันผล (DPS) ที่ 0.04 บาทต่อหุ้นในปี 2026 คิดเป็นอัตราผลตอบแทน 6.4% การปรับราคาเป้าหมายสู่ 0.75 บาท สะท้อนถึงความเชื่อมั่นในศักยภาพการเติบโตจากโครงการภาครัฐและการบริหารจัดการความเสี่ยงที่ดีขึ้นของบริษัท