Digg · aioMax Original News
คลังข่าวต้นฉบับที่ระบบ aioMax เขียนเอง (fin / fin-us / oppday / iaa / iaajump / AiOMax) — ไม่รวมข่าวสื่อภายนอก · Server-rendered สำหรับ SEO, AI crawler และ bot
Express Lane: หน้านี้เป็น HTML เต็ม (SSR) — มีเวอร์ชัน Markdown สำหรับ AI crawler
iaa EGCO บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน)

EGCO รุกหนักขยายพอร์ตโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติในสหรัฐฯ เสริมแกร่งรายได้ระยะยาว

ไฮไลท์สำคัญ บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) หรือ EGCO ประกาศความสำเร็จในการเข้าซื้อหุ้น 45.0549% ในโครงการโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ Astoria Energy II (AE II) ขนาด 615 MW ในสหรัฐอเมริกา ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการเพิ่มกำลังผลิตไฟฟ้าใหม่ถึง 18% ของพอร์ตเดิมในสหรัฐฯ และ 4% ของกำลังผลิตรวมทั้งหมด โดยโบรกเกอร์ LHS ให้คำแนะนำ "ถือ" ที่ราคาเป้าหมาย 129.00 บาท รายละเอียดการลงทุนและมุมมองนักวิเคราะห์ นักวิเคราะห์จาก LHS มองว่าดีลนี้เป็น ผลบวกต่อการเติบโตของกำไร โดยคาดว่าจะสร้างกำไรส่วนเพิ่มได้ราว 8-10% ในปีหน้า เนื่องจาก AE II ตั้งอยู่ในทำเลเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Location) ในนิวยอร์กที่มีความต้องการไฟฟ้าสูง และมีสัญญาซื้อขายไฟฟ้าแบบ Tolling Agreement กับ NYPA ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงด้านราคาเชื้อเพลิง ทำให้บริษัทรับรู้รายได้ที่มั่นคงและสม่ำเสมอ ทั้งนี้ EGCO มีความพร้อมด้านสถานะการเงิน โดยใช้เงินสดในมือที่มีอยู่กว่า 4 หมื่นล้านบาทร่วมกับเงินกู้ยืม ซึ่งมีอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (Net IBD/E) อยู่ในระดับต่ำเพียง 0.7 เท่า ข้อสังเกตและปัจจัยที่ต้องติดตาม แม้จะมีมุมมองเชิงบวกต่อการขยายธุรกิจ แต่ LHS ยังคงคำแนะนำ "ถือ" เนื่องจากราคาหุ้นปัจจุบันมี Upside ค่อนข้างจำกัด ประกอบกับภาวะตลาดที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Bond Yield) ปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้ส่วนต่างเงินปันผล (Yield Gap) ลดลง นอกจากนี้ นักลงทุนควรติดตามปัจจัยเสี่ยงด้านความล่าช้าของโครงการที่อยู่ระหว่างพัฒนา และเหตุการณ์ไม่คาดคิด เช่น การหยุดซ่อมนอกแผน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อกำไรในแต่ละไตรมาสได้ สรุปภาพรวมการลงทุน การเข้าซื้อ AE II ถือเป็นการเสริมความแข็งแกร่งให้กับพอร์ตโฟลิโอของ EGCO ในตลาดสหรัฐฯ อย่างมีนัยสำคัญ โดยเน้นโรงไฟฟ้าที่มีประสิทธิภาพสูงและมีความเสี่ยงต่ำ อย่างไรก็ตาม ด้วยราคาหุ้นที่สะท้อนปัจจัยพื้นฐานไปมากแล้วและแรงกดดันจากภาวะตลาดเงิน นักลงทุนจึงควรเน้นการถือครองเพื่อรับเงินปันผลที่คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 5% ต่อปี โดยต้องจับตาดูพัฒนาการของโครงการอื่นๆ และการบริหารจัดการต้นทุนทางการเงินอย่างใกล้ชิดต่อไป