Digg · aioMax Original News
คลังข่าวต้นฉบับที่ระบบ aioMax เขียนเอง (fin / fin-us / oppday / iaa / iaajump / AiOMax) — ไม่รวมข่าวสื่อภายนอก · Server-rendered สำหรับ SEO, AI crawler และ bot
Express Lane: หน้านี้เป็น HTML เต็ม (SSR) — มีเวอร์ชัน Markdown สำหรับ AI crawler
fin SST บริษัท ทรัพย์ศรีไทย จำกัด (มหาชน)

SST เผยผลงาน Q1/2569 ขาดทุนเพิ่ม 116 ล้านบาท กดดันจากกำลังซื้อชะลอตัวและการปิดสาขา

ธุรกิจอาหารและเสื้อผ้าเผชิญแรงกดดันจากเศรษฐกิจชะลอตัว พร้อมบันทึกด้อยค่าทรัพย์สินจากการปรับโครงสร้างสาขา บริษัท ทรัพย์ศรีไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SST รายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 1 ปี 2569 โดยมีผลขาดทุนสำหรับงวด 116.27 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 125% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีผลขาดทุน 51.49 ล้านบาท โดยได้รับแรงกดดันหลักจากรายได้ในกลุ่มธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม รวมถึงธุรกิจเสื้อผ้าสำเร็จรูปที่ปรับตัวลดลงตามกำลังซื้อของผู้บริโภคในประเทศที่ชะลอตัว ประกอบกับการบันทึกรายการด้อยค่าทรัพย์สินจากการปิดสาขาที่ไม่มีกำไร ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อภาพรวมผลประกอบการในไตรมาสนี้ Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน หัวใจสำคัญของผลประกอบการในไตรมาส 1/2569 คือการหดตัวของรายได้ในธุรกิจหลักและการบันทึกค่าใช้จ่ายพิเศษจากการปรับโครงสร้างธุรกิจ ซึ่งส่งผลให้บริษัทมีผลขาดทุนสุทธิเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ 1) หัวใจคืออะไร ปัจจัยหลักที่ทำให้ผลขาดทุนเพิ่มขึ้นคือ รายได้จากธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มที่ลดลง 143 ล้านบาท (-25% YoY) และธุรกิจเสื้อผ้าสำเร็จรูปที่ลดลง 15 ล้านบาท (-22% YoY) ผนวกกับการบันทึก "ค่าใช้จ่ายอื่น" เพิ่มขึ้นถึง 81 ล้านบาท ซึ่งมาจากการตั้งด้อยค่าร้านอาหารที่ไม่มีกำไรและการตัดจำหน่ายทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับการปิดสาขาในระหว่างไตรมาส 2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น กำลังซื้ออ่อนแอ: ภาวะเศรษฐกิจในประเทศที่ชะลอตัวส่งผลกระทบโดยตรงต่อยอดขายในกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคและเสื้อผ้า การปรับโครงสร้าง: บริษัทตัดสินใจปิดสาขาที่มีรายได้น้อยและสาขาที่ขาดทุน เพื่อลดภาระต้นทุนในระยะยาว แม้จะส่งผลให้มีค่าใช้จ่ายพิเศษ (One-time expense) เกิดขึ้นในไตรมาสนี้ แต่ในทางกลับกันก็ช่วยลดต้นทุนการขายและค่าใช้จ่ายในการขายและจัดจำหน่ายลงได้ 62 ล้านบาท และ 82 ล้านบาท ตามลำดับ รายได้อื่นช่วยพยุง: บริษัทมีรายได้อื่นเพิ่มขึ้น 22 ล้านบาท (+56% YoY) ซึ่งส่วนใหญ่มาจากกำไรจากการขายเงินลงทุนในบริษัทย่อย ช่วยบรรเทาผลกระทบจากผลการดำเนินงานหลักได้บางส่วน 3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่ สถานการณ์นี้มีลักษณะเป็น "การปรับตัวเพื่อลดภาระในระยะยาว" โดยการปิดสาขาที่ขาดทุนเป็นกลยุทธ์ที่บริษัทเลือกใช้เพื่อบริหารจัดการต้นทุนให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ผลกระทบจากกำลังซื้อของผู้บริโภคที่ชะลอตัวยังคงเป็นปัจจัยที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดในไตรมาสถัดไปว่าการปรับโครงสร้างสาขาจะช่วยให้ผลประกอบการฟื้นตัวได้ตามเป้าหมายหรือไม่ Highlight สำคัญ ผลขาดทุนสุทธิ: 116.27 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 64.78 ล้านบาท (+125% YoY) รายได้ธุรกิจอาหาร: 428 ล้านบาท ลดลง 143 ล้านบาท (-25% YoY) รายได้ธุรกิจเสื้อผ้า: 52 ล้านบาท ลดลง 15 ล้านบาท (-22% YoY) ค่าใช้จ่ายพิเศษ: บันทึกด้อยค่าร้านอาหารและตัดจำหน่ายทรัพย์สินสาขาที่ปิดตัวลง 82 ล้านบาท ธุรกิจคลังสินค้า: รายได้ทรงตัวที่ 86 ล้านบาท (+0.3% YoY) สถานะการเงิน: หนี้สินรวมลดลงเหลือ 4,417 ล้านบาท จากการชำระคืนเงินกู้ยืมและหนี้สินตามสัญญาเช่า ภาพรวมผลประกอบการ รายได้รวมของบริษัทลดลงอย่างมีนัยสำคัญจากธุรกิจอาหารและเสื้อผ้า ขณะที่ธุรกิจคลังสินค้าและท่าเทียบเรือยังคงรักษาฐานรายได้ไว้ได้ใกล้เคียงกับปีก่อน แม้บริษัทจะสามารถลดต้นทุนการขายและค่าใช้จ่ายในการขายได้ แต่การบันทึกด้อยค่าทรัพย์สินก้อนใหญ่ทำให้ผลขาดทุนรวมขยายตัวขึ้น โอกาส การปรับโครงสร้างโดยการปิดสาขาที่ไม่มีกำไรจะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายดำเนินงาน (OPEX) ในอนาคต และทำให้บริษัทสามารถมุ่งเน้นทรัพยากรไปยังสาขาที่มีศักยภาพในการทำกำไรได้ดีขึ้น รวมถึงการมีส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในบริษัทร่วมที่ยังคงเติบโตเล็กน้อยที่ 14 ล้านบาท ความเสี่ยง ความเสี่ยงหลักยังคงอยู่ที่ภาวะเศรษฐกิจในประเทศที่ส่งผลต่อกำลังซื้อของผู้บริโภค ซึ่งอาจกดดันยอดขายในธุรกิจอาหารและเสื้อผ้าต่อเนื่อง รวมถึงความเสี่ยงด้านต้นทุนทางการเงินที่เพิ่มขึ้นเล็กน้อยเป็น 63 ล้านบาท (+5% YoY) และอัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (D/E Ratio) ที่ขยับขึ้นมาอยู่ที่ 2.87 เท่า สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ การฟื้นตัวของยอดขายในสาขาที่เหลืออยู่หลังการปรับโครงสร้าง ทิศทางของกำลังซื้อผู้บริโภคในประเทศในช่วงไตรมาสที่เหลือของปี การบริหารจัดการกระแสเงินสดเพื่อชำระคืนหนี้สินและลดภาระดอกเบี้ย ผลการดำเนินงานของธุรกิจคลังสินค้าว่าจะสามารถรักษาเสถียรภาพได้ต่อเนื่องหรือไม่ รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: เกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร) ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มของ SST เผชิญกับความท้าทายจากสภาวะเศรษฐกิจที่ทำให้การบริโภคลดลงอย่างชัดเจน การที่บริษัทเลือกปิดสาขาที่ขาดทุนสะท้อนถึงการปรับตัวเพื่อรักษาอัตรากำไร (GPM) โดยสัดส่วนต้นทุนการขายต่อรายได้รวมปรับตัวดีขึ้นเล็กน้อยมาอยู่ที่ 31.3% (จาก 33.8% ในปีก่อน) อย่างไรก็ตาม ค่าใช้จ่ายในการบริหารต่อรายได้รวมเพิ่มขึ้นเป็น 12.9% (จาก 11.0%) ซึ่งเป็นผลจากฐานรายได้ที่ลดลง ฐานะการเงินและกระแสเงินสด ณ วันที่ 31 มีนาคม 2569 บริษัทมีสินทรัพย์รวม 5,959 ล้านบาท ลดลง 5% จากสิ้นปี 2568 หนี้สินรวมลดลง 3.9% เหลือ 4,417 ล้านบาท ซึ่งเป็นผลมาจากการชำระคืนเงินกู้ยืมและหนี้สินตามสัญญาเช่า รวมถึงการตัดจำหน่ายทรัพย์สินจากการปิดสาขา สรุปท้าย SST ในไตรมาส 1/2569 อยู่ในช่วงของการ "ตัดเนื้อร้าย" เพื่อปรับโครงสร้างธุรกิจให้กระชับขึ้น แม้จะมีผลขาดทุนเพิ่มขึ้นจากการบันทึกด้อยค่าทรัพย์สินและยอดขายที่ลดลงตามภาวะเศรษฐกิจ แต่การลดลงของต้นทุนดำเนินงานในหลายส่วนสะท้อนถึงความพยายามของฝ่ายจัดการในการควบคุมค่าใช้จ่าย นักลงทุนควรจับตาดูว่ากลยุทธ์การปิดสาขาที่ขาดทุนจะส่งผลบวกต่อบรรทัดสุดท้าย (Bottom line) ในไตรมาสถัดไปได้เพียงใดท่ามกลางความท้าทายของกำลังซื้อที่ยังไม่ฟื้นตัวชัดเจน