2026-09-16T05:04:08+00:00 fin BWG บริษัท เบตเตอร์ เวิลด์ กรีน จำกัด (มหาชน) BWG โชว์กำไร Q1/2569 พุ่ง 81% รับอานิสงส์ปริมาณกากอุตสาหกรรมโต-ต้นทุนดอกเบี้ยลดฮวบ รายได้รวมขยายตัว 9% หนุนโดยธุรกิจบริหารจัดการกากและ SRF พร้อมสถานะการเงินแกร่งขึ้นจากการลดภาระหนี้สินอย่างต่อเนื่อง บริษัท เบตเตอร์ เวิลด์ กรีน จำกัด (มหาชน) หรือ BWG รายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 1/2569 มีรายได้รวม 685.41 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 74.49 ล้านบาท เติบโตอย่างโดดเด่นถึง 81.38% เมื่อเทียบกับไตรมาส 1/2568 ปัจจัยหลักมาจากปริมาณการรับกำจัดกากอุตสาหกรรมที่เพิ่มขึ้นและการบริหารจัดการต้นทุนทางการเงินที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งสะท้อนถึงทิศทางการเติบโตที่ชัดเจนของธุรกิจหลักในกลุ่มบริการจัดการสิ่งแวดล้อมและพลังงานทดแทน Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน หัวใจสำคัญรอบนี้คือ "การเติบโตของปริมาณงานในธุรกิจหลัก" ควบคู่ไปกับ "การลดลงของภาระดอกเบี้ยจ่าย" หัวใจคืออะไร: กำไรสุทธิที่เพิ่มขึ้น 33.42 ล้านบาท (หรือ +81.38% YoY) มีปัจจัยขับเคลื่อนหลักจากรายได้ธุรกิจบริหารจัดการกากอุตสาหกรรมที่เพิ่มขึ้น 16% และธุรกิจผลิตเชื้อเพลิงทดแทน (SRF) ที่เติบโต 45% ประกอบกับการลดลงของต้นทุนทางการเงินอย่างมีนัยสำคัญถึง 64% จากการชำระคืนหุ้นกู้และเงินกู้ยืม ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น: ปริมาณงานเพิ่ม: ปริมาณกากอุตสาหกรรมที่เข้ารับบริการเพิ่มขึ้น 18% และปริมาณการจำหน่าย SRF เพิ่มขึ้น 66% ส่งผลให้รายได้รวมปรับตัวสูงขึ้น แม้ราคาค่าบริการต่อตันจะใกล้เคียงกับปีก่อน ประสิทธิภาพการดำเนินงาน: บริษัทสามารถควบคุมค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารได้ดี ทำให้กำไรจากการดำเนินงานเพิ่มขึ้น 14% ต้นทุนการเงินลดลง: การทยอยชำระคืนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยในช่วงที่ผ่านมา ทำให้ต้นทุนทางการเงินลดลงจาก 47.56 ล้านบาท เหลือเพียง 16.98 ล้านบาท ซึ่งเป็นตัวเร่งสำคัญที่ทำให้กำไรสุทธิเติบโตในอัตราที่สูงกว่ารายได้ จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่: มีโอกาสต่อเนื่อง จากที่ระบุในเอกสาร ฝ่ายจัดการมองว่าธุรกิจบริหารจัดการกากอุตสาหกรรมและพลังงานทดแทนยังมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่งขึ้นจากการลดหนี้สินและสภาพคล่องที่เพียงพอ จะเป็นปัจจัยสนับสนุนการเติบโตในระยะยาว Highlight สำคัญ รายได้รวม: 685.41 ล้านบาท (+9% YoY) กำไรสุทธิ: 74.49 ล้านบาท (+81.38% YoY) ธุรกิจ Waste Management: รายได้ 464.60 ล้านบาท (+16% YoY) ธุรกิจ SRF: รายได้เติบโต 45% จากปริมาณการจำหน่ายที่เพิ่มขึ้น ต้นทุนทางการเงิน: ลดลงเหลือ 16.98 ล้านบาท (-64% YoY) อัตราส่วน D/E Ratio: แข็งแกร่งอยู่ที่ 0.28 เท่า ภาพรวมผลประกอบการ ผลประกอบการไตรมาส 1/2569 ปรับตัวดีขึ้นในทุกมิติ ทั้งรายได้จากธุรกิจหลักที่ขยายตัวตามปริมาณงาน และกำไรจากการดำเนินงานที่เพิ่มขึ้น 14% สะท้อนถึงประสิทธิภาพในการบริหารจัดการต้นทุน แม้รายได้จากการจำหน่ายไฟฟ้าจะลดลง 9% จากการซ่อมบำรุงโรงไฟฟ้าบางแห่ง แต่ภาพรวมธุรกิจยังคงเติบโตได้ดี โอกาส แนวโน้มปริมาณกากอุตสาหกรรมที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในตลาด การขยายตัวของธุรกิจผลิตเชื้อเพลิงทดแทน (SRF) ซึ่งเป็นธุรกิจที่มีการเติบโตสูง ฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่งขึ้นจากการลดหนี้สิน ช่วยลดความเสี่ยงด้านดอกเบี้ยและเพิ่มขีดความสามารถในการลงทุนในอนาคต ความเสี่ยง การหยุดเดินเครื่องผลิตไฟฟ้าเพื่อซ่อมบำรุงตามช่วงเวลา ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อรายได้ในบางไตรมาส ความผันผวนของปริมาณกากอุตสาหกรรมที่อาจขึ้นอยู่กับสภาวะเศรษฐกิจและภาคการผลิตของลูกค้า สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ ปริมาณการรับกำจัดกากอุตสาหกรรมในไตรมาสถัดไปว่าจะรักษาอัตราการเติบโตได้ต่อเนื่องหรือไม่ ความคืบหน้าของธุรกิจ SRF ว่าจะสามารถขยายฐานลูกค้าได้ตามเป้าหมายหรือไม่ การบริหารจัดการโรงไฟฟ้าของบริษัทย่อยให้สามารถเดินเครื่องได้เต็มประสิทธิภาพ การรักษาระดับต้นทุนทางการเงินให้อยู่ในระดับต่ำต่อเนื่อง รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: บริการ) ธุรกิจบริหารจัดการกากอุตสาหกรรมยังคงเป็นรายได้หลัก (68% ของรายได้รวม) โดยมีปริมาณงานเพิ่มขึ้น 18% ขณะที่ธุรกิจไฟฟ้า (26% ของรายได้รวม) มีรายได้ลดลงเล็กน้อยจากการซ่อมบำรุงโรงไฟฟ้า RH และ AVA อย่างไรก็ตาม อัตรากำไรขั้นต้นรวมอยู่ที่ 27.51% ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับที่น่าพอใจเมื่อเทียบกับปริมาณงานที่เพิ่มขึ้น ฐานะการเงินและกระแสเงินสด บริษัทมีฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่งด้วย D/E Ratio เพียง 0.28 เท่า มีกระแสเงินสดสุทธิจากกิจกรรมดำเนินงาน 279 ล้านบาท ซึ่งเพียงพอต่อการลงทุนและการชำระคืนหนี้สิน โดยบริษัทได้นำเงินสดส่วนเกินไปฝากประจำเพื่อรับผลตอบแทนที่สูงขึ้น สะท้อนถึงการบริหารสภาพคล่องที่มีประสิทธิภาพ สรุปท้าย BWG เริ่มต้นปี 2569 ได้อย่างแข็งแกร่งด้วยการเติบโตของกำไรสุทธิที่โดดเด่นจากการเพิ่มขึ้นของปริมาณงานในธุรกิจหลักและการลดภาระดอกเบี้ยจ่ายอย่างมีนัยสำคัญ ฐานะทางการเงินที่มั่นคงขึ้นพร้อมกับแนวโน้มธุรกิจที่เติบโตต่อเนื่อง ทำให้บริษัทมีพื้นฐานที่พร้อมสำหรับการขยายตัวในระยะยาว โดยมีปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามคือความสามารถในการรักษาอัตราการเติบโตของปริมาณกากอุตสาหกรรมและประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้าในไตรมาสถัดไป