2026-09-16T05:04:07+00:00 fin CHARAN บริษัท จรัญประกันภัย จำกัด (มหาชน) CHARAN กำไร Q1/2569 พุ่ง 130% รับอานิสงส์ต้นทุนประกันภัยลดลงฮวบ — สรุป MD&A ผลประกอบการไตรมาส 1/2569 พลิกฟื้นโดดเด่นจากประสิทธิภาพการคุมต้นทุน แม้รายได้จากการรับประกันภัยชะลอตัวชั่วคราวจากปัจจัยด้านระบบ บริษัท จรัญประกันภัย จำกัด (มหาชน) หรือ CHARAN รายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 1/2569 มีกำไรสุทธิ 27.12 ล้านบาท เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญถึง 129.83% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไร 11.80 ล้านบาท แม้รายได้รวมจะปรับตัวลดลง 17.32% มาอยู่ที่ 93.68 ล้านบาท แต่บริษัทสามารถบริหารจัดการต้นทุนการบริการประกันภัยได้อย่างมีประสิทธิภาพสูง ส่งผลให้กำไรสุทธิต่อหุ้นปรับตัวขึ้นมาอยู่ที่ 2.26 บาทต่อหุ้น จากเดิม 0.98 บาทต่อหุ้นในปีก่อนหน้า Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน 1) หัวใจคืออะไร หัวใจสำคัญของกำไรที่เติบโตกว่า 1.3 เท่าตัวในไตรมาสนี้ คือ "การลดลงอย่างมีนัยสำคัญของต้นทุนงานประกันภัย" โดยเฉพาะค่านายหน้าของงานประกันภัยรถยนต์ภาคบังคับที่ลดลงตามยอดขายที่ชะลอตัว และการปรับลดลงของค่าสินไหมทดแทนเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีภาระจากเหตุการณ์แผ่นดินไหว รวมถึงการลดลงของสำรองค่าสินไหมทดแทนที่เกิดขึ้นแล้วแต่ยังไม่ได้รายงาน (IBNR) 2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น ฝั่งรายได้: รายได้จากการรับประกันภัยลดลง 17.33% เหลือ 90.09 ล้านบาท สาเหตุหลักเกิดจากความล่าช้าในการจำหน่ายกรมธรรม์รูปแบบ E-Policy ในช่วงเดือนมกราคม 2569 เนื่องจากอยู่ระหว่างรออนุมัติจาก คปภ. และรอคู่ค้าพัฒนาระบบเชื่อมต่อ ฝั่งต้นทุน: ต้นทุนงานประกันภัยลดลงถึง 35.95% (เหลือ 58.98 ล้านบาท) เนื่องจากค่านายหน้าลดลงตามยอดขาย และการบริหารจัดการความเสี่ยงที่ดีขึ้น โดยเฉพาะการลดลงของอัตราความเสียหายสมบูรณ์ (ULR) ในกลุ่มประกันรถยนต์ภาคบังคับและประกันทรัพย์สิน ทำให้บริษัทไม่ต้องตั้งสำรอง IBNR สูงเท่ากับปีก่อนที่ได้รับผลกระทบจากภัยธรรมชาติ 3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่ ยังไม่ชัดเจนและต้องติดตาม เนื่องจากกำไรที่เพิ่มขึ้นส่วนหนึ่งเกิดจากการลดลงของต้นทุนที่แปรผันตามยอดขายที่ชะลอตัวชั่วคราว (ปัญหาการเชื่อมต่อระบบ E-Policy) หากบริษัทสามารถกลับมาจำหน่ายกรมธรรม์ได้ตามปกติในไตรมาสถัดไป รายได้อาจฟื้นตัว แต่ต้องจับตาดูว่าต้นทุนการรับประกันภัยจะกลับมาเพิ่มขึ้นตามยอดขายหรือไม่ รวมถึงความสามารถในการคุมอัตราความเสียหาย (ULR) ให้ต่ำต่อเนื่องได้เพียงใด Highlight สำคัญ กำไรสุทธิ: 27.12 ล้านบาท (+129.83% YoY) รายได้รวม: 93.68 ล้านบาท (-17.32% YoY) ต้นทุนงานประกันภัย: ลดลง 33.11 ล้านบาท (-35.95% YoY) สะท้อนประสิทธิภาพการคุมต้นทุน ปัจจัยกดดันรายได้: ปัญหาการเชื่อมต่อระบบ E-Policy ในช่วงเดือนมกราคม 2569 ทำให้ยอดขายประกันภัยรถยนต์ลดลง ฐานะการเงิน: อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (D/E) ปรับตัวดีขึ้นเหลือ 0.45 เท่า จาก 0.55 เท่า ณ สิ้นปี 2568 ภาพรวมผลประกอบการ บริษัทมีกำไรก่อนภาษี 27.39 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 99.49% แม้รายได้จากการรับประกันภัยหลัก (ประกันรถยนต์) จะลดลง 24.28% แต่การลดลงของค่าใช้จ่ายในการบริการประกันภัยที่มากกว่ารายได้ ทำให้ผลการดำเนินงานการบริการประกันภัยปรับตัวดีขึ้นอย่างมาก โอกาส การพัฒนาระบบ E-Policy เพื่อรองรับการเติบโตของธุรกิจในระยะยาว การเพิ่มการลงทุนในเงินฝากประจำเพื่อเสริมสร้างเสถียรภาพทางการเงินและรองรับการดำรงเงินสำรองตามเกณฑ์ คปภ. ความเสี่ยง การแข่งขันในอุตสาหกรรมประกันวินาศภัยที่ยังคงรุนแรง ความผันผวนของอัตราค่าสินไหมทดแทนที่อาจเกิดขึ้นจากเหตุการณ์ไม่คาดฝัน ความล่าช้าในการพัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศกับคู่ค้า สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ ความคืบหน้าในการจำหน่ายกรมธรรม์ E-Policy ว่ากลับมาเป็นปกติหรือยัง แนวโน้มของอัตราความเสียหาย (ULR) ในไตรมาสถัดไป การบริหารจัดการต้นทุนค่านายหน้าเมื่อยอดขายฟื้นตัว การเปลี่ยนแปลงของมูลค่ายุติธรรมในพอร์ตเงินลงทุน (หุ้นกลุ่มธนาคารและประกัน) รายละเอียดเชิงลึก (ธุรกิจประกันวินาศภัย) บริษัทมุ่งเน้นประกันภัยรถยนต์เป็นหลัก (63.33% ของรายได้รวม) ซึ่งได้รับผลกระทบจากปัญหาเชิงระบบในไตรมาสนี้ อย่างไรก็ตาม บริษัทมีการบริหารจัดการสินทรัพย์ทางการเงินอย่างระมัดระวัง โดยเพิ่มการลงทุนในเงินฝากประจำเพื่อวางเป็นหลักประกันตามข้อกำหนดของ คปภ. ภายหลังถูกจัดอยู่ในกลุ่มความเสี่ยงระดับ 3 ฐานะการเงินและกระแสเงินสด ณ 31 มีนาคม 2569 บริษัทมีสินทรัพย์รวม 899.20 ล้านบาท ลดลงเล็กน้อย 0.88% จากสิ้นปี 2568 โดยมีกระแสเงินสดใช้ไปสุทธิจากกิจกรรมดำเนินงาน 17.40 ล้านบาท สาเหตุหลักจากการเพิ่มลงทุนในเงินฝากประจำและการจ่ายค่าสินไหมทดแทนจากเคลมใหญ่ที่ค้างมาจากไตรมาส 4/2568 สรุปท้าย CHARAN สามารถทำกำไรได้โดดเด่นในไตรมาส 1/2569 แม้รายได้จะลดลงจากปัญหาเชิงระบบชั่วคราว แต่การบริหารต้นทุนประกันภัยที่เข้มงวดและการตั้งสำรองที่ลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อนเป็นปัจจัยหนุนหลัก อย่างไรก็ตาม นักลงทุนควรติดตามความสามารถในการฟื้นตัวของยอดขายหลังจากแก้ไขปัญหาการเชื่อมต่อระบบ E-Policy ได้สำเร็จ รวมถึงการควบคุมอัตราความเสียหายในระยะถัดไป