2026-09-16T05:03:48+00:00 fin NEW บริษัท วัฒนาการแพทย์ จำกัด (มหาชน) NEW โชว์กำไร Q1/2569 พุ่ง 30.47% รับอานิสงส์จำนวนผู้ป่วยวิกฤติเพิ่มขึ้นหนุนรายได้รวม ผลประกอบการไตรมาส 1/2569 ปรับตัวดีขึ้นตามปริมาณผู้ป่วย พร้อมคุมค่าใช้จ่ายบริหารได้มีประสิทธิภาพ ดันอัตรากำไรสุทธิขยับขึ้นสู่ระดับ 6.40% บริษัท วัฒนาการแพทย์ จำกัด (มหาชน) หรือ NEW รายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 1/2569 มีกำไรสุทธิ 7.173 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 30.47% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีรายได้รวมอยู่ที่ 112.047 ล้านบาท เติบโต 5.75% จากปัจจัยหนุนด้านจำนวนผู้ป่วยวิกฤติที่เพิ่มขึ้นในช่วงต้นปี ส่งผลให้บริษัทสามารถบริหารจัดการต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการทำกำไรได้โดดเด่นในไตรมาสนี้ Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน หัวใจสำคัญของผลกำไรที่เติบโตในไตรมาส 1/2569 คือ "การเพิ่มขึ้นของปริมาณผู้ป่วยวิกฤติ" ซึ่งเป็นปัจจัยขับเคลื่อนรายได้หลักของโรงพยาบาลให้ขยายตัวขึ้น 5.75% สู่ระดับ 112.047 ล้านบาท โดยรายได้ค่ารักษาพยาบาลเพียงอย่างเดียวเติบโตถึง 5.19% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น: การเพิ่มขึ้นของจำนวนผู้ป่วยวิกฤติส่งผลโดยตรงต่อรายได้ค่ารักษาพยาบาล แม้ว่าต้นทุนค่ารักษาพยาบาลจะปรับตัวสูงขึ้น 6.04% ตามปริมาณการใช้ยา เวชภัณฑ์ และต้นทุนบุคลากรทางการแพทย์ที่ผันแปรตามจำนวนผู้ป่วย แต่บริษัทสามารถบริหารจัดการค่าใช้จ่ายในการบริหารให้ลดลงได้ 5.25% รวมถึงต้นทุนในการจัดจำหน่ายที่ลดลง 12.06% ส่งผลให้ EBITDA ปรับตัวเพิ่มขึ้น 13.28% มาอยู่ที่ 21.347 ล้านบาท และอัตรากำไรสุทธิ (Net Profit Margin) ขยับขึ้นจาก 5.19% ในปีก่อน มาอยู่ที่ 6.40% ในไตรมาสนี้ จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่: แนวโน้มการเติบโตจากจำนวนผู้ป่วยวิกฤติเป็นปัจจัยที่ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ด้านสุขภาพและปริมาณผู้ป่วยในแต่ละช่วงเวลา ซึ่งมีลักษณะเป็นไปตามความต้องการใช้บริการจริงในพื้นที่ อย่างไรก็ตาม การที่บริษัทสามารถควบคุมค่าใช้จ่ายในการบริหารได้ดีถือเป็นสัญญาณบวกต่อความสามารถในการทำกำไรในระยะถัดไป ทั้งนี้ เอกสารไม่ได้ระบุถึงแนวโน้มหรือคำสั่งซื้อล่วงหน้า (Backlog) ที่ชัดเจน จึงเป็นปัจจัยที่ต้องติดตามสถานการณ์ผู้ป่วยในไตรมาสถัดไปอย่างใกล้ชิด Highlight สำคัญ กำไรสุทธิ: 7.173 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 30.47% YoY รายได้รวม: 112.047 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.75% YoY EBITDA Margin: ปรับตัวดีขึ้นมาอยู่ที่ 19.05% จากเดิม 17.79% ในปีก่อน การบริหารต้นทุน: ค่าใช้จ่ายในการบริหารลดลง 5.25% ช่วยหนุนกำไรสุทธิ ฐานะการเงิน: หนี้สินรวมลดลงอย่างมีนัยสำคัญ 14.45% จากสิ้นปี 2568 ส่งผลให้ส่วนของผู้ถือหุ้นเพิ่มขึ้น 1.37% ภาพรวมผลประกอบการ รายได้รวมของบริษัทเติบโตขึ้นจาก 105.950 ล้านบาท เป็น 112.047 ล้านบาท โดยมีแรงหนุนหลักจากรายได้ค่ารักษาพยาบาลที่เพิ่มขึ้น ในขณะที่ต้นทุนรวมเพิ่มขึ้นในอัตราที่ต่ำกว่ารายได้ (4.36%) ทำให้บริษัทมีกำไรก่อนภาษี 8.772 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 27.90% สะท้อนถึงประสิทธิภาพในการดำเนินงานที่ดีขึ้น โอกาส การเพิ่มขึ้นของจำนวนผู้ป่วยวิกฤติสะท้อนถึงความต้องการใช้บริการทางการแพทย์ที่ยังคงมีอยู่ต่อเนื่อง และหากบริษัทสามารถรักษาประสิทธิภาพในการควบคุมค่าใช้จ่ายในการบริหารได้เช่นนี้ จะเป็นปัจจัยบวกต่อการขยายตัวของอัตรากำไรในอนาคต ความเสี่ยง ต้นทุนค่ารักษาพยาบาล (ยาและเวชภัณฑ์) มีความผันผวนตามจำนวนผู้ป่วย ซึ่งเป็นต้นทุนผันแปรที่บริษัทต้องบริหารจัดการให้สอดคล้องกับรายได้ นอกจากนี้ การพึ่งพาปริมาณผู้ป่วยวิกฤติอาจมีความไม่แน่นอนตามฤดูกาลหรือสถานการณ์โรคระบาดในพื้นที่ สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ ปริมาณผู้ป่วยวิกฤติในไตรมาสถัดไปว่าจะยังคงอยู่ในระดับสูงหรือไม่ การควบคุมต้นทุนค่ารักษาพยาบาลไม่ให้เพิ่มขึ้นเร็วกว่ารายได้ การรักษาระดับค่าใช้จ่ายในการบริหารให้คงที่หรือลดลงต่อเนื่อง กระแสเงินสดจากกิจกรรมดำเนินงานที่ต้องรักษาระดับให้เพียงพอต่อการลงทุน รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: บริการ) ในไตรมาส 1/2569 บริษัทมีรายได้ค่ารักษาพยาบาล 109.741 ล้านบาท (+5.19% YoY) และรายได้อื่น 2.306 ล้านบาท (+41.92% YoY) ซึ่งรายได้อื่นที่เพิ่มขึ้นอย่างโดดเด่นช่วยเสริมรายได้รวม ต้นทุนค่ารักษาพยาบาลอยู่ที่ 88.800 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.04% สอดคล้องกับจำนวนผู้ป่วยที่เพิ่มขึ้น ในขณะที่ค่าใช้จ่ายทางการเงินลดลง 14.94% เหลือ 0.422 ล้านบาท ช่วยลดภาระดอกเบี้ยจ่ายของบริษัท ฐานะการเงินและกระแสเงินสด ณ วันที่ 31 มีนาคม 2569 บริษัทมีสินทรัพย์รวม 624.028 ล้านบาท ลดลง 1.36% จากสิ้นปี 2568 หนี้สินรวมลดลงเหลือ 93.361 ล้านบาท (-14.45%) ส่งผลให้ส่วนของผู้ถือหุ้นเพิ่มขึ้นเป็น 530.668 ล้านบาท สำหรับกระแสเงินสด บริษัทมีเงินสดสุทธิจากกิจกรรมดำเนินงาน 22.208 ล้านบาท และมีเงินสดปลายงวดคงเหลือ 46.343 ล้านบาท สรุปท้าย ผลประกอบการไตรมาส 1/2569 ของ NEW สะท้อนการเติบโตที่แข็งแกร่งจากปริมาณผู้ป่วยวิกฤติที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้รายได้และกำไรสุทธิปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ประกอบกับการบริหารจัดการค่าใช้จ่ายในการบริหารที่มีประสิทธิภาพและการลดลงของหนี้สิน ทำให้ฐานะการเงินของบริษัทมีความมั่นคงมากขึ้น อย่างไรก็ตาม นักลงทุนควรติดตามสถานการณ์ผู้ป่วยในไตรมาสถัดไปซึ่งเป็นปัจจัยหลักในการขับเคลื่อนรายได้ของบริษัทต่อไป