2026-09-15T20:29:03+00:00 fin TAPAC บริษัท ทาพาโก้ จำกัด (มหาชน) TAPAC พลิกกำไรสุทธิ 74 ล้านบาทในปี 2568 รับอานิสงส์รายได้ธุรกิจพลาสติกโต-ไร้รายการขาดทุนพิเศษ ผลประกอบการฟื้นตัวโดดเด่นจากปีก่อน หลังบริหารจัดการต้นทุนและไม่มีภาระขาดทุนจากบริษัทย่อยในต่างประเทศ บริษัท ทาพาโก้ จำกัด (มหาชน) หรือ TAPAC รายงานผลการดำเนินงานประจำปี 2568 (สิ้นสุด 31 ตุลาคม 2568) พลิกกลับมามีกำไรสุทธิ 74.231 ล้านบาท จากเดิมที่เคยมีผลขาดทุนสุทธิ 278.354 ล้านบาทในช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยได้รับแรงหนุนสำคัญจากการเติบโตของรายได้ในกลุ่มผลิตภัณฑ์พลาสติกและแม่พิมพ์ รวมถึงการหายไปของรายการขาดทุนด้อยค่าและผลขาดทุนจากการดำเนินงานที่ยกเลิก ซึ่งเป็นปัจจัยกดดันหลักในปีที่ผ่านมา Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน หัวใจสำคัญของการพลิกฟื้นกำไรในปี 2568 คือการเติบโตของรายได้หลักจากธุรกิจผลิตชิ้นงานพลาสติกประกอบ และการบริหารจัดการรายการพิเศษที่ส่งผลบวกต่อบรรทัดสุดท้ายของงบกำไรขาดทุนอย่างมีนัยสำคัญ 1) หัวใจคืออะไร ปัจจัยหลักมาจากรายได้จากการขายและบริการที่เพิ่มขึ้นเป็น 1,678.871 ล้านบาท (+13.77% YoY) โดยเฉพาะในส่วนของชิ้นงานประกอบ ประกอบกับการที่บริษัทไม่มีรายการขาดทุนด้านเครดิตและขาดทุนจากการดำเนินงานที่ยกเลิก (ซึ่งในปี 2567 มีมูลค่ารวมสูงถึง 407.744 ล้านบาท) นอกจากนี้ยังมีรายได้อื่นจากค่าสินไหมทดแทนอุทกภัยเข้ามาช่วยเสริมอีก 18.18 ล้านบาท 2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น การเติบโตของรายได้ 13.77% มาจากความต้องการในส่วนของชิ้นงานประกอบที่เพิ่มขึ้น แม้อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) จะอยู่ที่ 10.81% ซึ่งลดลงเล็กน้อยจากปีก่อนที่ 11.90% แต่การที่บริษัทสามารถกำจัด "จุดรั่วไหล" ของกำไรในปี 2567 คือการล้มละลายของบริษัทย่อย C4Hus AB ในประเทศสวีเดน ทำให้บริษัทไม่ต้องบันทึกผลขาดทุนด้านเครดิตและขาดทุนจากการดำเนินงานที่ยกเลิกอีกต่อไป ส่งผลให้ภาพรวมกำไรสุทธิปรับตัวดีขึ้นอย่างก้าวกระโดด 3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่ ในส่วนของรายได้จากการขายสินค้ามีโอกาสเติบโตต่อเนื่องตามความต้องการของลูกค้าในกลุ่มชิ้นงานประกอบ อย่างไรก็ตาม รายได้จากค่าสินไหมทดแทนจำนวน 18.18 ล้านบาทถือเป็น "รายการครั้งคราว" ที่จะไม่เกิดขึ้นซ้ำในปีถัดไป ส่วนการไม่มีผลขาดทุนจากบริษัทย่อยในสวีเดนถือเป็นปัจจัยบวกถาวรที่ช่วยให้ฐานกำไรของบริษัทมีความมั่นคงขึ้นกว่าช่วงปี 2567 อย่างชัดเจน Highlight สำคัญ กำไรสุทธิ: พลิกเป็นบวก 74.231 ล้านบาท จากเดิมขาดทุน 278.354 ล้านบาท รายได้รวม: ทำได้ 1,678.871 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13.77% YoY จากธุรกิจชิ้นงานประกอบ อัตรากำไรขั้นต้น: อยู่ที่ 10.81% ใกล้เคียงกับปีก่อนที่ 11.90% รายการพิเศษ: รับรู้รายได้ค่าสินไหมทดแทนจากอุทกภัย 18.18 ล้านบาท การบริหารความเสี่ยง: ไม่มีการบันทึกขาดทุนจากบริษัทย่อย C4Hus AB ซึ่งเป็นปัจจัยลบสำคัญในปีก่อน ภาพรวมผลประกอบการ ผลประกอบการปี 2568 สะท้อนถึงการปรับโครงสร้างธุรกิจที่ชัดเจนขึ้น โดยเน้นการสร้างรายได้จากธุรกิจหลักคือผลิตภัณฑ์พลาสติกและแม่พิมพ์ การที่บริษัทสามารถรักษาอัตรากำไรขั้นต้นไว้ได้ในระดับใกล้เคียงเดิมท่ามกลางรายได้ที่เพิ่มขึ้น แสดงถึงความสามารถในการควบคุมต้นทุนการผลิตได้ดีในระดับหนึ่ง โอกาส การเติบโตของรายได้ในส่วนชิ้นงานประกอบสะท้อนถึงฐานลูกค้าที่ยังมีความต้องการสินค้าอย่างต่อเนื่อง หากบริษัทสามารถขยายฐานลูกค้าหรือเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตในส่วนนี้ได้อีก จะเป็นแรงขับเคลื่อนกำไรในระยะยาว ความเสี่ยง แม้จะไม่มีผลขาดทุนจากบริษัทย่อยในสวีเดนแล้ว แต่ความเสี่ยงเรื่องอัตรากำไรขั้นต้นที่ค่อนข้างบาง (ประมาณ 10-11%) ทำให้บริษัทมีความเปราะบางต่อความผันผวนของต้นทุนวัตถุดิบหรือค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานที่อาจเพิ่มขึ้นได้ สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ การรักษาอัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ให้คงที่หรือปรับตัวดีขึ้น การเติบโตของรายได้จากชิ้นงานประกอบในไตรมาสถัดไปว่ายังคงรักษาอัตราการเติบโตได้หรือไม่ การบริหารจัดการค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร เพื่อไม่ให้กระทบต่อกำไรสุทธิ รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: อุตสาหกรรมพลาสติกและแม่พิมพ์) รายได้หลักของ TAPAC มาจากการขายสินค้าและให้บริการผลิตภัณฑ์พลาสติกและแม่พิมพ์ โดยมีจุดโฟกัสอยู่ที่ "ชิ้นงานประกอบ" ซึ่งเป็นตัวขับเคลื่อนรายได้หลักในปีนี้ การที่บริษัทสามารถทำรายได้รวมทะลุ 1,600 ล้านบาทได้นั้น สะท้อนถึงความแข็งแกร่งในสายการผลิตหลัก แม้จะมีปัจจัยเรื่องค่าสินไหมทดแทนเข้ามาช่วย แต่รายได้จากการดำเนินงานปกติก็ถือว่ามีการเติบโตที่น่าพอใจ สรุปท้าย ปี 2568 ถือเป็นปีแห่งการ "Turnaround" ของ TAPAC อย่างแท้จริง จากการขยายตัวของรายได้ธุรกิจหลักและการตัดภาระขาดทุนจากบริษัทย่อยในต่างประเทศออกไป แม้จะมีรายการพิเศษจากค่าสินไหมทดแทนเข้ามาช่วยหนุน แต่โครงสร้างกำไรที่กลับมาเป็นบวกได้นั้นเป็นสัญญาณบวกที่สำคัญสำหรับนักลงทุน อย่างไรก็ตาม การรักษาอัตรากำไรขั้นต้นและการเติบโตของรายได้ในอนาคตจะเป็นโจทย์สำคัญที่ต้องติดตามต่อไปในรอบปี 2569