2026-09-03T19:05:31+00:00 iaa BTG บริษัท เบทาโกร จำกัด (มหาชน) เบทาโกร (BTG) รับแรงหนุนกลยุทธ์ OMC ดันกำไรโตยั่งยืน โบรกฯ เคาะเป้า 25 บาท สรุปภาพรวมการเติบโตและคำแนะนำการลงทุน บล.โกลเบล็ก (Globlex) ออกบทวิเคราะห์เริ่มต้นแนะนำ "ซื้อ" หุ้น BTG โดยให้ราคาเป้าหมายที่ 25.0 บาท อ้างอิงจาก P/E ปี 2570 ที่ระดับ 9 เท่า ซึ่งเป็นระดับเดียวกับบริษัทคู่เทียบในอุตสาหกรรม โดยมองว่ากลยุทธ์ "OMC" (Overseas, Margin, Cost) จะเป็นเครื่องยนต์สำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนการเติบโตของกำไรสุทธิเฉลี่ย (CAGR) ได้ถึง 9% ต่อปี ในช่วงปี 2569-2571 พร้อมทั้งช่วยยกระดับอัตรากำไรให้มีความยั่งยืนมากขึ้นท่ามกลางความท้าทายในตลาดอาหารสัตว์และธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยง เจาะลึกกลยุทธ์ OMC และแนวโน้มผลประกอบการ กลยุทธ์ OMC ประกอบด้วย 1) Overseas: การขยายตลาดต่างประเทศและกำลังการผลิต โดยคาดสัดส่วนรายได้ต่างประเทศจะเพิ่มขึ้นเป็น 22% ภายในปี 2571 2) Margin: การปรับพอร์ตสินค้าไปสู่กลุ่มที่มีอัตรากำไรสูง (High-margin) และช่องทางการจัดจำหน่ายที่ทำกำไรได้ดีขึ้น ส่งผลให้คาดการณ์ Net Profit Margin จะขยับจาก 4.0% ในปี 2569 เป็น 4.3% ในปี 2571 และ 3) Cost: การลดต้นทุนผ่านการปรับโครงสร้างและการบริหารจัดการค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร (SG&A) ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ทั้งนี้ คาดการณ์กำไรสุทธิปี 2569 อยู่ที่ 5,037 ล้านบาท ปี 2570 อยู่ที่ 5,366 ล้านบาท และปี 2571 อยู่ที่ 6,000 ล้านบาท ข้อสังเกตด้านปัจจัยบวกและสถานะทางการเงิน นักวิเคราะห์มองเห็นสัญญาณบวกจากราคาเนื้อสุกรและเนื้อไก่ที่มีแนวโน้มฟื้นตัวอย่างยั่งยืนในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 ต่อเนื่องถึงปี 2570 เนื่องจากอุปทานในตลาดที่จำกัดจากการลดการผลิตในช่วง 12-24 เดือนที่ผ่านมา นอกจากนี้ยังมีปัจจัยบวกจากต้นทุนวัตถุดิบอาหารสัตว์ (ข้าวโพด, กากถั่วเหลือง) ที่มีแนวโน้มลดลงจากการนำเข้าข้าวโพดจากสหรัฐฯ ในราคาที่แข่งขันได้ สำหรับสถานะทางการเงิน BTG มีการบริหารจัดการเงินทุนหมุนเวียนอย่างรัดกุม แม้จะมีรายจ่ายลงทุนเพื่อขยายกำลังการผลิต แต่บริษัทมีแนวโน้มความสามารถในการทำกำไรที่แข็งแกร่งขึ้นและการลดลงของหนี้สินสุทธิต่อทุน (Net Debt/Equity) อย่างต่อเนื่อง บทสรุปสำหรับนักลงทุน โดยรวมแล้ว บล.โกลเบล็ก เชื่อมั่นว่า BTG จะเป็นเครื่องยนต์สำคัญในการส่งออกของไทยในช่วงปี 2569-2571 ด้วยโมเดลธุรกิจที่ปรับตัวสู่ความยั่งยืนและการมุ่งเน้นสินค้ามูลค่าเพิ่ม แม้กำไรปี 2569 จะปรับตัวลดลงเมื่อเทียบกับปี 2568 ที่เป็นจุดสูงสุดจากราคาขายสินค้าที่พุ่งสูงผิดปกติ แต่ในระยะยาวบริษัทจะสามารถสร้างการเติบโตของกำไรได้อย่างมั่นคงและมีประสิทธิภาพมากกว่าในอดีต โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลักจากตลาดส่งออกที่เติบโตเร็ว เช่น สิงคโปร์ และการบริหารจัดการต้นทุนที่มีวินัย