Digg · aioMax Original News
คลังข่าวต้นฉบับที่ระบบ aioMax เขียนเอง (fin / fin-us / oppday / iaa / iaajump / AiOMax) — ไม่รวมข่าวสื่อภายนอก · Server-rendered สำหรับ SEO, AI crawler และ bot
Express Lane: หน้านี้เป็น HTML เต็ม (SSR) — มีเวอร์ชัน Markdown สำหรับ AI crawler
iaa SCGP บริษัท เอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน)

SCGP เดินหน้าขยายกำลังผลิตกระดาษบรรจุภัณฑ์ ดันกำไรโตระยะยาว

ไฮไลท์สำคัญ บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย (KS) ออกบทวิเคราะห์ SCGP โดยคงคำแนะนำ "ซื้อ" พร้อมกำหนด ราคาเป้าหมายที่ 37.50 บาท โดยมองว่าการลงทุนขยายกำลังการผลิตกระดาษสำหรับทำแผ่นยิปซัมมูลค่า 9.85 พันล้านบาท จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ช่วยหนุนกำไรให้เติบโตอย่างมีนัยสำคัญในอนาคต โดยคาดการณ์ว่าโครงการนี้จะสร้างกำไรเพิ่มขึ้นราว 707 ล้านบาทต่อปีเมื่อเดินเครื่องเต็มกำลัง รายละเอียดการลงทุนและแนวโน้มธุรกิจ SCGP มีแผนลงทุนขยายกำลังการผลิตกระดาษสำหรับแผ่นยิปซัมจำนวน 400,000 ตันต่อปี ซึ่งจะเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ในช่วงไตรมาส 4 ปี 2571 โดยกลยุทธ์นี้จะช่วยเพิ่มสัดส่วนผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าสูง (High Value Added) ให้กับบริษัท ทั้งนี้ KS ประเมินว่าต้นทุนการลงทุนอยู่ที่ประมาณ 750 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อตัน ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรมที่ 972 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อตัน ส่งผลให้บริษัทจะได้รับ ผลตอบแทนจากการลงทุน (IRR) ที่น่าสนใจ นอกจากนี้ ธุรกิจบรรจุภัณฑ์ในเวียดนามและอินโดนีเซียยังส่งสัญญาณฟื้นตัวได้ดี ซึ่งจะเป็นปัจจัยบวกต่อผลประกอบการในระยะถัดไป ข้อสังเกตด้านการเงินและหนี้สิน ในส่วนของสถานะทางการเงิน บริษัทมีแผนใช้เงินลงทุนในช่วงปี 2569-2571 โดยจะใช้กระแสเงินสดหลักจากธุรกิจและเงินกู้ ซึ่ง KS ประเมินว่าอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อกำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (Net Debt/EBITDA) จะอยู่ที่ระดับ 2.1 เท่าในปี 2571 เพิ่มขึ้นจาก 1.6 เท่าในปัจจุบัน แต่ยังคงอยู่ภายใต้นโยบายการบริหารจัดการที่ระดับไม่เกิน 3.0 เท่า ดังนั้นจึงมองว่า ความเสี่ยงด้านฐานะการเงินยังอยู่ในระดับที่จัดการได้ และไม่มีความกังวลในระยะสั้น สรุปภาพรวมการเติบโต KS คาดการณ์กำไรสุทธิของ SCGP จะมีการเติบโตต่อเนื่อง โดยประเมินกำไรปี 2568 ไว้ที่ 7,614 ล้านบาท, ปี 2569 ที่ 8,491 ล้านบาท, ปี 2570 ที่ 9,069 ล้านบาท และปี 2571 ที่ 9,566 ล้านบาท ตามลำดับ การมุ่งเน้นปรับปรุงผลิตภัณฑ์และขยายฐานการผลิตในกลุ่มสินค้าที่มีความต้องการสูงจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและสร้างความยั่งยืนให้กับกำไรของบริษัทในระยะยาว