2026-09-01T06:59:20+00:00 fin BYD บริษัทหลักทรัพย์ บียอนด์ จำกัด (มหาชน) BYD ขาดทุนลดลงเหลือ 254.60 ล้านบาทในครึ่งแรกปี 2569 รับอานิสงส์วอลุ่มตลาดหุ้นพุ่ง BYD: เผยแผนควบรวมคิงส์ฟอร์ด ปรับโครงสร้างธุรกิจครั้งใหญ่ในงวด Q2/2569 1. Highlights บริษัทหลักทรัพย์ บียอนด์ (BYD) มีมูลค่าการซื้อขาย (Trading Value) ในไตรมาส 2/2026 เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 81,003.45 ล้านบาท หรือเติบโตขึ้นประมาณ 157.16% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า [พูด] ในส่วนของงบการเงินงวดครึ่งปีแรก BYD มีรายได้รวม 667 ล้านบาท ขณะที่มีค่าใช้จ่าย 921 ล้านบาท ส่งผลให้ผลประกอบการออกมาเป็นขาดทุนสุทธิ ซึ่งมาจากการตั้งสำรองเผื่อผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นของบริษัท ไท สไมล์ บัส เพิ่มขึ้น 488 ล้านบาท [พูด] บริษัทได้ชี้แจงถึงประเด็นการปล่อยกู้ให้กับบริษัท ไท สไมล์ บัส และบริษัทในเครือรวม 11,389 ล้านบาท ตั้งแต่ช่วงปี 2565 ถึงปัจจุบัน โดยมีการตั้งสำรองไปแล้ว 8,381 ล้านบาท ซึ่งผู้บริหารระบุว่าเป็นไปตามเกณฑ์ทางบัญชี และหากสถานการณ์เลวร้ายสุดต้องตั้งสำรองทั้งหมด จะกระทบเงินสำรองอีกประมาณ 3,000 ล้านบาท [พูด] ทางด้านสถานะเงินกองทุนสภาพคล่องสุทธิ (NCR) ของบริษัท ณ วันที่ 30 มิถุนายน อยู่ที่ 51.66% และมี Net Capital อยู่ที่ 670 ล้านบาท ก่อนที่จะมีการควบรวมกับ บล. คิงส์ฟอร์ด (KFS) [พูด] BYD ได้เข้าถือหุ้น 90% ใน บล. คิงส์ฟอร์ด (KFS) เป็นที่เรียบร้อยแล้ว และอยู่ระหว่างกระบวนการโอนธุรกิจในรูปแบบ Partial Business Transfer (PBT) ซึ่งจะแล้วเสร็จสมบูรณ์ในวันที่ 26 กันยายน 2569 [พูด] การควบรวมกิจการดังกล่าวส่งผลให้ส่วนแบ่งทางการตลาด (Market Share) ของ BYD ขยับขึ้นมาอยู่อันดับที่ 5 ของอุตสาหกรรม ด้วยสัดส่วน 5.38% จากเดิมที่อยู่อันดับ 25 [พูด] ผู้บริหารแสดงความมั่นใจว่าการควบรวมกับ คิงส์ฟอร์ด ซึ่งมีบัญชีลูกค้าอยู่ประมาณ 50,000 Accounts จะช่วยเติมเต็มฐานลูกค้า Wealth Management และสร้าง Synergy ทางธุรกิจร่วมกันได้อย่างมีนัยสำคัญ [พูด] ในมิติของการบริหารจัดการต้นทุน บริษัทมีเป้าหมายในการนำเทคโนโลยีและ AI เข้ามาช่วยลดค่าใช้จ่ายในส่วนของ Back Office และเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงานท่ามกลางสภาวะการแข่งขันที่สูงขึ้น [พูด] ผู้บริหารคาดการณ์ว่าในปีหน้า (ปี 2570) หลังจากกระบวนการควบรวมกิจการเสร็จสิ้นและรันโมเดลธุรกิจเต็มรูปแบบ บริษัทหลักทรัพย์ บียอนด์ (New BYD) จะสามารถพลิกกลับมามีกำไรได้ [พูด] 2. Hero Story จุดเน้นสำคัญของคลิปคือ "แผนการเข้าลงทุนและการควบรวมกิจการระหว่าง บล. บียอนด์ และ บล. คิงส์ฟอร์ด รวมถึงการโอนธุรกิจแบบ Partial Business Transfer (PBT)" ซึ่งผู้บริหารได้อธิบายขั้นตอน ไทม์ไลน์ และประโยชน์ที่จะได้รับอย่างละเอียดตั้งแต่นาทีที่ 09:40 ถึง 11:50 โดยระบุว่า BYD ได้เข้าถือหุ้น 90% ในคิงส์ฟอร์ดแล้ว และกำหนดวัน Cut-off Date ในการเปลี่ยนชื่อเป็น บริษัทหลักทรัพย์ บียอนด์ จำกัด (มหาชน) เดิมคือคิงส์ฟอร์ด ในวันที่ 26 กันยายน 2569 ซึ่งจะช่วยยกระดับอันดับ Market Share ของบริษัทขึ้นมาอยู่ Top 5 ของอุตสาหกรรม [พูด] 3. Outlook เป้าหมายส่วนแบ่งทางการตลาด (Market Share): ตั้งเป้าหมายขยับขึ้นไปอยู่อันดับที่ 3 (Top 3) ของอุตสาหกรรมหลักทรัพย์ภายในปี 2570 ด้วยการอาศัยศักยภาพจากการควบรวมกิจการและฐานลูกค้าที่เพิ่มขึ้น [พูด] แผนการควบรวมกิจการและโครงสร้างกลุ่มบริษัท: ดำเนินการเข้าถือหุ้น 90% ใน บล.คิงส์ฟอร์ด (KFS), เพิ่มทุน RO ในสัดส่วน 1หุ้นเดิมต่อ 9หุ้นใหม่ ใน New BYD, การทำ PBT โอนธุรกิจหลักทรัพย์เดิมไปสู่ New BYD และกำหนดวันสิ้นสุดกระบวนการรวมกิจการ (Cut-off Date) ในวันที่ 26 กันยายน 2569 [พูด] ผลประกอบการในอนาคต: ผู้บริหารคาดหวังว่าในปีหน้า (ปี 2570) ธุรกิจหลักทรัพย์ New BYD จะสามารถพลิกกลับจากผลขาดทุนมาเป็นกำไรได้ จากการรับรู้รายได้และจำนวนบัญชีลูกค้าที่เพิ่มขึ้น รวมถึงการบริหารต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ [พูด] 4. ความเสี่ยง ความเสี่ยงจากการตั้งสำรองหนี้สูญและผลขาดทุนด้านเครดิต: การปล่อยกู้ให้กับบริษัท ไท สไมล์ บัส และบริษัทในเครือ ซึ่งมียอดรวมกว่า 11,389 ล้านบาท และมีการตั้งสำรองไปแล้ว 8,381 ล้านบาท หากสถานการณ์เลวร้ายลงอาจต้องมีการตั้งสำรองเพิ่มเติมอีกประมาณ 3,000 ล้านบาท [พูด] ความเสี่ยงด้านสภาพคล่องและเกณฑ์ NCR: หากปริมาณธุรกรรมในตลาดหลักทรัพย์ลดลง อาจส่งผลให้ค่า NCR ของบริษัทสวิงตัวลดลงต่ำกว่าเกณฑ์ 21% ซึ่งเป็นจุด Warning ของ กลต. จนอาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจและการขยายธุรกรรมใหม่ ๆ [พูด] ความเสี่ยงด้านการแข่งขันในอุตสาหกรรมหลักทรัพย์: ภาวะการแข่งขันที่รุนแรงและค่าคอมมิชชั่นที่มีแนวโน้มลดลง อาจกดดันอัตรากำไรของบริษัท หากไม่สามารถควบคุมค่าใช้จ่าย Back Office หรือใช้ AI เข้ามาทดแทนได้อย่างมีประสิทธิภาพ [พูด] 5. Q&A Highlights ข้อมูลไม่เพียงพอจากเนื้อหา