Digg · aioMax Original News
คลังข่าวต้นฉบับที่ระบบ aioMax เขียนเอง (fin / fin-us / oppday / iaa / iaajump / AiOMax) — ไม่รวมข่าวสื่อภายนอก · Server-rendered สำหรับ SEO, AI crawler และ bot
Express Lane: หน้านี้เป็น HTML เต็ม (SSR) — มีเวอร์ชัน Markdown สำหรับ AI crawler
iaa BCH บริษัท บางกอก เชน ฮอสปิทอล จำกัด (มหาชน)

โกลเบล็กเชียร์ BCH รับอานิสงส์ High Season หนุนกำไรปี 69 โตเด่น

ไฮไลท์สำคัญ บริษัทหลักทรัพย์ โกลเบล็ก จำกัด ออกบทวิเคราะห์หุ้น BCH โดยคงคำแนะนำ “ซื้อ” ที่ราคาเหมาะสม 12.80 บาท หลังผลประกอบการไตรมาส 2/2569 เป็นไปตามที่ตลาดคาดการณ์ พร้อมประเมินแนวโน้มครึ่งปีหลังสดใสรับช่วง High Season ของโรคระบาด และการฟื้นตัวของกลุ่มผู้ป่วยตะวันออกกลางที่เข้ามาใช้บริการรักษาโรคซับซ้อนเพิ่มขึ้น เจาะลึกผลประกอบการและแนวโน้มการเติบโต ผลการดำเนินงานในไตรมาส 2/2569 มีกำไรสุทธิ 343 ล้านบาท แม้จะปรับตัวลดลง 12% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) จากกำลังซื้อที่อ่อนแอในกลุ่มผู้ป่วยทั่วไปและกัมพูชา แต่ยังสามารถเติบโตได้ถึง 28% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า (QoQ) โดยได้รับแรงหนุนจากรายได้กลุ่มประกันสังคมที่ขยายตัว 4% และรายได้จากการรักษา 26 โรคเรื้อรัง ทั้งนี้ โกลเบล็กคงประมาณการกำไรปี 2569 ไว้ที่ 1,384 ล้านบาท เติบโต 5% จากปีก่อน โดยคาดว่าครึ่งปีหลังจะเติบโตได้ดีจากการเข้าสู่ฤดูฝนที่มีโรคระบาด เช่น ไข้หวัดใหญ่และ RSV รวมถึงการขยายฐานผู้ประกันตนและการรีโนเวทโรงพยาบาลในเครือเพื่อเพิ่มจำนวนเตียงรองรับผู้ป่วย ข้อสังเกตและปัจจัยหนุนการลงทุน จุดที่น่าสนใจคือการที่บริษัทเตรียมขยายการลงทุนผ่านการทำ MOU เพื่อเข้าซื้อกิจการโรงพยาบาลราชเวชอุบลราชธานี (รีแบรนด์เป็น KIH อุบลราชธานี) ซึ่งจะช่วยเพิ่มศักยภาพการรับรู้รายได้ตั้งแต่เดือนกันยายนนี้เป็นต้นไป นอกจากนี้ยังมีปัจจัยบวกจากนโยบายภาครัฐในการพิจารณาปรับเพิ่มค่าเหมาจ่ายรายหัวประกันสังคม ซึ่งคาดว่าจะปรับเพิ่มขึ้นมากกว่า 10% รวมถึงการดึงแรงงานนอกระบบเข้าสู่ระบบประกันสังคมมาตรา 33 ที่จะช่วยเพิ่มจำนวนผู้ประกันตนอีกกว่า 1 ล้านคนทั่วประเทศ ซึ่งถือเป็น ผลบวกโดยตรงต่อรายได้ของ BCH ในระยะยาว สรุปคำแนะนำการลงทุน โกลเบล็กคงคำแนะนำ “ซื้อ” โดยประเมินราคาเหมาะสมที่ 12.80 บาท อิงระดับ Prospective PE ที่ 23.2x ซึ่งเป็นระดับที่น่าสนใจเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยในอดีต โดยราคาหุ้นปัจจุบันยังมี Upside จากราคาเป้าหมายถึง 17% อย่างไรก็ตาม นักลงทุนควรติดตามปัจจัยเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น เช่น การแข่งขันที่รุนแรงในอุตสาหกรรมโรงพยาบาลเอกชน การขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์ และสถานการณ์จำนวนนักท่องเที่ยวที่อาจส่งผลกระทบต่อรายได้ในอนาคต