2026-08-28T19:08:26+00:00 iaa AH บริษัท อาปิโก ไฮเทค จำกัด (มหาชน) โบรกเกอร์ FSSIA ปรับเพิ่มราคาเป้าหมายหุ้น AH รับกำไรฟื้นตัว แม้ธุรกิจ OEM ยังเผชิญแรงกดดัน สรุปประเด็นสำคัญและคำแนะนำการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ FSSIA ได้ออกบทวิเคราะห์หุ้น AAPICO Hitech (AH) โดยปรับเพิ่มราคาเป้าหมายปี 2569 ขึ้นเป็น 17.00 บาท (จากเดิม 15.00 บาท) โดยยังคงคำแนะนำ "ถือ" (HOLD) เนื่องจากคาดการณ์อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลที่น่าสนใจประมาณ 5% ต่อปี ทั้งนี้ การปรับราคาเป้าหมายสะท้อนถึงการปรับประมาณการกำไรสุทธิปี 2569 ขึ้น 5% เป็น 858.6 ล้านบาท ซึ่งเป็นการเติบโต 11.8% จากฐานที่ต่ำในปีก่อนหน้า โดยใช้การประเมินมูลค่าด้วย P/E ที่ 7.0 เท่า วิเคราะห์ผลประกอบการและปัจจัยขับเคลื่อน ผลการดำเนินงานในครึ่งปีแรกของปี 2569 (1H26) มีการฟื้นตัวของกำไรหลักเพิ่มขึ้น 22.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (y-y) แม้รายได้รวมจะหดตัวลง 2.3% ก็ตาม โดยได้รับปัจจัยบวกจาก อัตรากำไรขั้นต้นที่ปรับตัวดีขึ้น มาอยู่ที่ 9.4% (จาก 8.6% ใน 1H25) รวมถึงส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วมในต่างประเทศที่แข็งแกร่ง และภาระดอกเบี้ยจ่ายที่ลดลง อย่างไรก็ตาม ธุรกิจผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ (OEM) ยังคงเผชิญกับ แรงกดดันอย่างหนัก โดยเฉพาะในประเทศไทยที่รายได้ลดลง 12.4% และจีนที่ลดลง 8.6% ซึ่งเป็นผลมาจากความต้องการที่ชะลอตัวและการปรับเปลี่ยนสายการผลิตของลูกค้า ข้อสังเกตและแนวโน้มในอนาคต นักวิเคราะห์มองว่าแนวโน้มการดำเนินงานในครึ่งปีหลังของปี 2569 (2H26) มีแนวโน้มชะลอตัวลงจากครึ่งปีแรก เนื่องจากตลาดในประเทศไทยยังคงอ่อนแอ ประกอบกับการสิ้นสุดโครงการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าของ VinFast และการแข่งขันที่รุนแรงในตลาดจีน แม้ว่าธุรกิจตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ในมาเลเซียจะมีการเติบโตที่ดี แต่ด้วยสัดส่วนรายได้ที่จำกัดเพียง 24% ของรายได้รวม จึงไม่สามารถชดเชยความอ่อนแอในตลาดหลักได้ทั้งหมด นอกจากนี้ บริษัทต้องเผชิญกับความท้าทายจากการที่ลูกค้าบางรายหยุดสายการผลิตชั่วคราวเพื่อปรับปรุงโรงงาน ซึ่งแม้จะมีคำสั่งซื้อใหม่เข้ามาประมาณ 100 ล้านบาท แต่ก็ยังไม่เพียงพอที่จะชดเชยส่วนที่ขาดหายไปได้ สรุปภาพรวมการเงิน ในภาพรวมปี 2569 FSSIA คาดการณ์กำไรสุทธิไว้ที่ 858.6 ล้านบาท และคาดการณ์กำไรปี 2570 ไว้ที่ 886.7 ล้านบาท โดยบริษัทมีการบริหารจัดการต้นทุนที่ดีขึ้นและได้รับอานิสงส์จากบริษัทร่วม อย่างไรก็ตาม นักลงทุนควรติดตามความเสี่ยงจากความต้องการยานยนต์ทั่วโลกที่อ่อนแอ และความผันผวนของค่าเงินบาท ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อผลประกอบการในระยะถัดไป ทั้งนี้ สถานะทางการเงินของบริษัทถือว่ามีความแข็งแกร่ง โดยมีอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อทุน (Net Debt/Equity) ที่มีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่องจาก 30.3% ในปี 2569 เหลือ 14.2% ในปี 2571