Digg · aioMax Original News
คลังข่าวต้นฉบับที่ระบบ aioMax เขียนเอง (fin / fin-us / oppday / iaa / iaajump / AiOMax) — ไม่รวมข่าวสื่อภายนอก · Server-rendered สำหรับ SEO, AI crawler และ bot
Express Lane: หน้านี้เป็น HTML เต็ม (SSR) — มีเวอร์ชัน Markdown สำหรับ AI crawler
iaa SMT บริษัท สตาร์ส ไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)

SMT พลิกฟื้นรอบใหญ่รับกระแส AI พร้อมลุยตลาด Optical ระดับโลก

ไฮไลท์สำคัญ บริษัทหลักทรัพย์หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ออกบทวิเคราะห์เริ่มต้นแนะนำ “ซื้อ” หุ้น SMT โดยกำหนดราคาเหมาะสม ณ สิ้นปี 2027 ที่ 7.60 บาทต่อหุ้น อิงค่า PER ที่ 25 เท่า ชี้ชัดว่าบริษัทกำลังเข้าสู่รอบการฟื้นตัวครั้งสำคัญหลังจากผ่านช่วง Downcycle มานานกว่า 2 ปี โดยมีปัจจัยบวกจากการกลับมาของคำสั่งซื้อในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ และการใช้กำลังการผลิต (Utilization Rate) ที่เพิ่มขึ้น ซึ่งจะช่วยสร้าง Operating Leverage ให้กำไรเติบโตโดดเด่น เจาะลึกเนื้อหาการเติบโต หยวนต้าคาดการณ์กำไรปกติของ SMT จะพลิกจากขาดทุน 146 ล้านบาทในปี 2025 เป็น กำไร 150 ล้านบาทในปี 2026 และเพิ่มขึ้นเป็น 256 ล้านบาทในปี 2027 หรือเติบโตกว่า 70% YoY โดยมีแรงหนุนหลักจากธุรกิจ Optical ที่เป็น Growth Engine ใหม่ รองรับการลงทุนด้าน AI Infrastructure และ Data Center ระดับโลก การได้ Lumentum เข้ามาเป็นลูกค้าถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการเข้าสู่ Global Optical Supply Chain นอกจากนี้ ธุรกิจ IC Packaging และ PCBA & Box Build ยังมีแนวโน้มฟื้นตัวตามวัฏจักรอุตสาหกรรม โดยบริษัทมีฐานะการเงินที่แข็งแกร่งและอยู่ในสถานะ Net Cash ทำให้มีความพร้อมในการรองรับงานใหม่โดยไม่ต้องลงทุนขนาดใหญ่ ข้อสังเกตและปัจจัยเสี่ยง แม้แนวโน้มการเติบโตจะสดใส แต่ยังมีปัจจัยที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ได้แก่ ความเสี่ยงจากการกระจุกตัวของลูกค้ารายใหญ่ ซึ่งหากมีการเปลี่ยนแปลงคำสั่งซื้ออาจกระทบต่อผลประกอบการอย่างมีนัยสำคัญ รวมถึงความเสี่ยงด้านการผ่านการรับรองผลิตภัณฑ์ (Qualification) ในธุรกิจ Optical ที่ต้องใช้ความเชี่ยวชาญสูง นอกจากนี้ ธุรกิจของ SMT ยังคงมีความผันผวนตามวัฏจักรอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และอัตราแลกเปลี่ยน หากเงินบาทแข็งค่ารวดเร็วเกินไปอาจกดดันอัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ได้ สรุปภาพรวมการลงทุน SMT ถือเป็นหุ้นที่น่าจับตาในฐานะ Turnaround Play ที่มีโอกาสเติบโตจากธุรกิจใหม่ที่สอดรับกับเทรนด์ AI โดยราคาหุ้นปัจจุบันยังซื้อขายบน PER 2027 ที่ 18 เท่า ซึ่งถือว่า ต่ำกว่ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ ที่ซื้อขายกันในระดับ 27–42 เท่า อย่างมีนัยสำคัญ การที่บริษัทพิสูจน์ความสามารถในการทำกำไรได้สำเร็จใน 2Q26 (พลิกเป็นบวกครั้งแรกในรอบ 9 ไตรมาส) เป็นสัญญาณยืนยันว่าบริษัทกำลังเดินมาถูกทาง ทั้งในแง่ของ Economies of Scale และการขยายฐานลูกค้าในระดับสากล