Digg · aioMax Original News
คลังข่าวต้นฉบับที่ระบบ aioMax เขียนเอง (fin / fin-us / oppday / iaa / iaajump / AiOMax) — ไม่รวมข่าวสื่อภายนอก · Server-rendered สำหรับ SEO, AI crawler และ bot
Express Lane: หน้านี้เป็น HTML เต็ม (SSR) — มีเวอร์ชัน Markdown สำหรับ AI crawler
iaa SCGP บริษัท เอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน)

SCGP ทุ่มงบหมื่นล้านขยายฐานผลิตกระดาษยิปซัม รับเทรนด์วัสดุก่อสร้างโต

การลงทุนครั้งใหญ่เพื่ออนาคต บล.เอเซียพลัส (ASPS) รายงานว่า SCGP ประกาศแผนลงทุนมูลค่า 9,846 ล้านบาท เพื่อขยายกำลังการผลิตกระดาษสำหรับแผ่นยิปซัม (Plasterboard Liner) เพิ่มอีก 400,000 ตันต่อปี ที่โรงงาน SKIC จังหวัดกาญจนบุรี โดยคาดว่าจะเริ่มเดินเครื่องเชิงพาณิชย์ได้ในไตรมาส 4 ปี 2571 เพื่อรองรับความต้องการวัสดุก่อสร้างน้ำหนักเบาในภูมิภาคที่เติบโตเฉลี่ย 4-5% ต่อปี ซึ่งการลงทุนนี้ถือเป็นกลยุทธ์สำคัญในการยกระดับพอร์ตธุรกิจสู่สินค้ามูลค่าเพิ่มสูง (HVA) ที่มีคู่แข่งน้อยและมีฐานลูกค้าเป็นบริษัทข้ามชาติ (MNC) ระดับโลก วิเคราะห์เจาะลึกศักยภาพการทำกำไร นักวิเคราะห์มองว่าโครงการนี้จะช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นในการบริหารจัดการสินค้า (Product Mix) เนื่องจากเครื่องจักรใหม่สามารถสลับไปผลิต Premium Linerboard ได้ โดยสินค้ากลุ่ม Plasterboard Liner มีอัตรากำไรขั้นต้น (EBITDA Margin) สูงถึง 18-19% ซึ่งสูงกว่ากระดาษ Testliner ปกติประมาณ 10% ทั้งนี้ แม้จะต้องใช้เวลาประมาณ 2 ปีในการ Ramp-up กำลังการผลิตให้เต็มประสิทธิภาพ แต่การขยายตัวครั้งนี้จะช่วยหนุนรายได้และ Margin ในระยะกลางถึงยาวอย่างมีนัยสำคัญ โดยปัจจุบัน SCGP มีกำลังการผลิตกระดาษยิปซัมเพียง 75,000 ตันต่อปี ซึ่งใช้งานเกือบเต็มกำลังแล้ว ข้อสังเกตด้านการดำเนินงานและความเสี่ยง ในส่วนของผลการดำเนินงานไตรมาส 2 ปี 2569 บริษัทมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 2,304 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 47% จากไตรมาสก่อนหน้า และ 128% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนถึงการฟื้นตัวที่แข็งแกร่ง อย่างไรก็ตาม นักลงทุนควรติดตามความเสี่ยงด้าน ESG โดยเฉพาะการใช้ถ่านหินเป็นพลังงานหลักที่อาจเผชิญแรงกดดันด้านการลดคาร์บอน รวมถึงความท้าทายในการบริหารจัดการการขยายธุรกิจผ่านการควบรวมกิจการ (M&A) ในต่างประเทศ ทั้งในด้านการรวมระบบ (Integration) และการสร้าง Synergy ให้เป็นไปตามเป้าหมาย คำแนะนำการลงทุน ฝ่ายวิจัยบล.เอเซียพลัส ยังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อทิศทางการเติบโตของ SCGP ทั้งจากการขยายกำลังการผลิตสินค้ามูลค่าเพิ่มสูง (Organic Growth) และโอกาสในการร่วมลงทุน (Inorganic Growth) จึงคงคำแนะนำ “ซื้อ” โดยประเมินราคาเหมาะสมด้วยวิธี DCF ไว้ที่ 36.00 บาทต่อหุ้น ซึ่งถือเป็นจังหวะการลงทุนที่น่าสนใจเพื่อรับการเติบโตในระยะยาวของบริษัท