Digg · aioMax Original News
คลังข่าวต้นฉบับที่ระบบ aioMax เขียนเอง (fin / fin-us / oppday / iaa / iaajump / AiOMax) — ไม่รวมข่าวสื่อภายนอก · Server-rendered สำหรับ SEO, AI crawler และ bot
Express Lane: หน้านี้เป็น HTML เต็ม (SSR) — มีเวอร์ชัน Markdown สำหรับ AI crawler
iaa BJC บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน)

BJC ผลงานไตรมาส 2 โดดเด่น กำไรปกติโตแกร่งพร้อมเดินหน้าฟื้นตัวครึ่งปีหลัง

สรุปไฮไลท์สำคัญ บริษัทหลักทรัพย์หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ออกบทวิเคราะห์หุ้น BJC โดยคงคำแนะนำ “ซื้อ” พร้อมคงราคาเป้าหมายที่ 18.00 บาท หลังรายงานกำไรสุทธิไตรมาส 2/2569 ที่ 2.9 พันล้านบาท เติบโตโดดเด่นทั้งจากไตรมาสก่อนและช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีปัจจัยหนุนหลักจากการบริหารจัดการต้นทุนที่มีประสิทธิภาพและการขยายธุรกิจค้าปลีกในเวียดนาม เจาะลึกผลประกอบการ ในไตรมาส 2/2569 BJC มีกำไรปกติอยู่ที่ 1.2 พันล้านบาท เติบโต 14.2% QoQ และ 13.6% YoY โดยได้รับแรงหนุนจากรายได้ที่ขยายตัวจากการรวมธุรกิจค้าปลีกในเวียดนาม (MMVN) ตั้งแต่กลางเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา รวมถึงธุรกิจบรรจุภัณฑ์ที่เติบโตโดดเด่นถึง 29.7% YoY จากการที่คู่แข่งลดกำลังการผลิต นอกจากนี้ อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) เฉลี่ยทั้งกลุ่มปรับตัวดีขึ้น 42 bps YoY จากการประหยัดต่อขนาด (Economies of Scale) ในการผลิตกระป๋องอลูมิเนียมและการปรับ Product Mix ในธุรกิจค้าปลีกไทยให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ข้อสังเกตและมุมมองการลงทุน นักวิเคราะห์มีมุมมองเชิงบวกต่อแนวโน้มในช่วงครึ่งปีหลัง (2H26) โดยคาดว่าจะเห็นการฟื้นตัวต่อเนื่องทั้งแบบครึ่งปีต่อครึ่งปี (HoH) และปีต่อปี (YoY) แม้ว่ายอดขายสาขาเดิม (SSSG) ของ BigC ในช่วงไตรมาส 3 จะยังติดลบเล็กน้อย แต่คาดว่าจะได้รับปัจจัยบวกจากความเชื่อมั่นผู้บริโภคและการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว สำหรับสถานะทางการเงิน บริษัทมีอัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยสุทธิต่อทุน (Net Gearing) อยู่ที่ 107% และมีแผนจ่ายปันผลงวดครึ่งปีแรกที่ 0.17 บาท/หุ้น (ขึ้น XD แล้ว) โดยคาดการณ์เงินปันผลรวมทั้งปีที่ 0.60 บาท/หุ้น คิดเป็น Dividend Yield ประมาณ 3.8% บทสรุปการวิเคราะห์ ภาพรวมผลประกอบการของ BJC กลับมาเติบโตได้เร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้ โดยกำไรปกติครึ่งปีแรกคิดเป็น 48% ของประมาณการทั้งปีที่ 4.8 พันล้านบาท (+7.9% YoY) ปัจจุบันหุ้นซื้อขายบนค่า PER ปี 2569-2570 ที่ระดับ 12-13 เท่า ซึ่งถือว่ายังน่าสนใจ อย่างไรก็ตาม นักลงทุนควรติดตามความเสี่ยงจากภาวะเศรษฐกิจไทยที่อาจส่งผลต่อกำลังซื้อของผู้บริโภคและการแข่งขันที่รุนแรงในตลาดค้าปลีกอย่างใกล้ชิด