Digg · aioMax Original News
คลังข่าวต้นฉบับที่ระบบ aioMax เขียนเอง (fin / fin-us / oppday / iaa / iaajump / AiOMax) — ไม่รวมข่าวสื่อภายนอก · Server-rendered สำหรับ SEO, AI crawler และ bot
Express Lane: หน้านี้เป็น HTML เต็ม (SSR) — มีเวอร์ชัน Markdown สำหรับ AI crawler
iaa MEDEZE บริษัท เมดีซ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)

MEDEZE เผยกำไร Q2/26 ชะลอตัว จับตาธุรกิจใหม่ ATMPs พลิกฟื้นฐานรายได้

สรุปภาพรวมผลประกอบการ บริษัทหลักทรัพย์หยวนต้า (ประเทศไทย) รายงานผลประกอบการของ MEDEZE ในไตรมาส 2/2569 โดยบริษัทมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 40 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 17% จากไตรมาสก่อนหน้า แต่ลดลง 27% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน หากไม่รวมรายการพิเศษจากการปรับมูลค่าเงินลงทุน กำไรปกติจะอยู่ที่ 49 ล้านบาท ลดลง 20% QoQ และ 11% YoY ซึ่งเป็นผลมาจากรายได้และอัตรากำไรขั้นต้นที่อ่อนตัวลงตามภาวะเศรษฐกิจและกำลังซื้อที่ชะลอตัว เจาะลึกสถานะทางการเงินและรายได้ รายได้รวมในไตรมาส 2/2569 อยู่ที่ 158 ล้านบาท ลดลง 3% QoQ และ 18% YoY โดยได้รับผลกระทบจากมาตรการปิดด่านและข้อจำกัดการเดินทางของลูกค้ากัมพูชา ส่งผลให้รายได้จากเซลล์ต้นกำเนิดเนื้อเยื่อสายสะดือซึ่งเป็นรายได้หลักปรับตัวลดลง อย่างไรก็ตาม บริษัทสามารถควบคุมค่าใช้จ่ายด้านการขายและการตลาดได้ดี ทำให้ SG&A ทรงตัวจากไตรมาสก่อนหน้า ทั้งนี้ อัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin) อยู่ที่ 73.1% และ EBITDA Margin อยู่ที่ 29.0% ซึ่งปรับตัวลดลงจากไตรมาสก่อนหน้าสะท้อนถึงการแข่งขันและต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากการขยายธุรกิจ ข้อสังเกตและทิศทางการเติบโต นักวิเคราะห์จากหยวนต้าประเมินว่า ผลประกอบการของ MEDEZE น่าจะผ่านจุดต่ำสุดแล้ว โดยในครึ่งปีหลังของปี 2569 มีโอกาสฟื้นตัวจากฐานที่ต่ำในปีก่อนหน้า อย่างไรก็ตาม การเติบโตยังคงมีความท้าทายจากกำลังซื้อที่ยังไม่แข็งแรงและการลงทุนในธุรกิจใหม่ เช่น โครงการ ATMPs ที่อยู่ระหว่างการขอรับรองมาตรฐาน GMP และการร่วมทุนสร้างโรงงานน้ำยาเพาะเลี้ยงเซลล์ ซึ่งคาดว่าจะเริ่มก่อสร้างในไตรมาส 4/2569 และเริ่มจำหน่ายได้ในไตรมาส 1/2571 เพื่อลดต้นทุนการนำเข้าในระยะยาว สรุปมุมมองการลงทุน ปัจจุบัน บล.หยวนต้า อยู่ระหว่างการทบทวนประมาณการและคำแนะนำการลงทุน เนื่องจากปัจจัยเสี่ยงด้านเศรษฐกิจมหภาคและความไม่แน่นอนของกำลังซื้อผู้บริโภค รวมถึงความเสี่ยงจากเศรษฐกิจต่างประเทศที่อาจกระทบต่อฐานลูกค้าต่างชาติ โดยนักลงทุนควรติดตามความคืบหน้าของการทดลองทางคลินิกและการอนุมัติจากหน่วยงานกำกับดูแลอย่างใกล้ชิด ซึ่งจะเป็นปัจจัยบวกสำคัญในการขับเคลื่อนมูลค่าของบริษัทในระยะกลางต่อไป