2026-08-18T19:14:11+00:00 iaa ERW บริษัท ดิ เอราวัณ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) FSSIA มอง ERW สดใสรับอานิสงส์ท่องเที่ยวฟื้นตัว เคาะเป้าหมายใหม่ 4.20 บาท ไฮไลท์สำคัญ บริษัท ดิ เอราวัณ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ ERW ได้รับมุมมองเชิงบวกจากโบรกเกอร์ FSSIA โดยคาดการณ์ว่าผลประกอบการในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 จะมีความแข็งแกร่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากความต้องการท่องเที่ยวที่ฟื้นตัว โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลางที่เพิ่มขึ้น รวมถึงการปรับราคาห้องพักเฉลี่ย (ADR) ให้สูงขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยหลักในการหนุนการเติบโตของรายได้ต่อห้องพัก (RevPAR) ให้โดดเด่น เจาะลึกเนื้อหาและการเติบโต แม้บริษัทจะมีการปรับเป้าหมายการเติบโตของรายได้ปี 2569 ลงเหลือ 6% จากผลกระทบของความขัดแย้งในตะวันออกกลางช่วงไตรมาส 2 แต่กลยุทธ์การดำเนินงานยังคงแข็งแกร่งด้วยการควบคุมต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ FSSIA ระบุว่า ต้นทุนทางการเงินของ ERW มีแนวโน้มลดลง หลังจากการรีไฟแนนซ์เสร็จสิ้นในไตรมาส 2/2569 โดยคาดว่าต้นทุนหนี้จะลดลงเหลือประมาณ 2.8% ณ สิ้นปีนี้ จาก 3.5% ในปีก่อนหน้า นอกจากนี้ การขยายพอร์ตโฟลิโอของ Hop Inn ทั้งในไทยและต่างประเทศ โดยเฉพาะในญี่ปุ่น ยังคงเป็นเครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนการเติบโตในระยะยาว โดยบริษัทตั้งเป้าขยายจำนวนโรงแรม Hop Inn ให้เกิน 150 แห่งภายในปี 2573 ข้อสังเกตและมุมมองนักวิเคราะห์ FSSIA ได้คงคำแนะนำ "ซื้อ" และปรับราคาเป้าหมาย (DCF-based) ขึ้นเป็น 4.20 บาท โดยใช้วิธีคิดลดกระแสเงินสด (DCF) เพื่อสะท้อนภาพการฟื้นตัวของธุรกิจโรงแรมที่ชัดเจนขึ้น ทั้งนี้ ผลประกอบการไตรมาส 2/2569 ที่ผ่านมามีกำไรสุทธิ 72 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 15% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งเป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้ โดยมีปัจจัยบวกจากจำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นในทุกกลุ่ม ทั้งหรูหราและประหยัด อย่างไรก็ตาม นักลงทุนควรติดตามความเสี่ยงจากเหตุการณ์ไม่คาดฝัน เช่น ภัยธรรมชาติ หรือความผันผวนทางการเมืองที่อาจส่งผลกระทบต่อจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ ส่วนสรุป โดยรวมแล้ว ERW ถือเป็นหุ้นกลุ่มโรงแรมที่น่าสนใจที่สุดตัวหนึ่งในมุมมองของ FSSIA ด้วยสถานะธุรกิจที่เน้นการเป็นเจ้าของสินทรัพย์ (Asset-heavy) ทำให้ได้รับประโยชน์โดยตรงจากการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมท่องเที่ยว บริษัทมีแนวโน้มกำไรที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยคาดว่ากำไรหลักจะทำสถิติสูงสุดใหม่ในปี 2569-2571 พร้อมกับฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่งขึ้น โดยคาดว่าอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อทุน (Net D/E) จะลดลงเหลือ 1.0 เท่าภายในปี 2571 ซึ่งตอกย้ำถึงความมั่นคงและศักยภาพในการเติบโตในอนาคต