Digg · aioMax Original News
คลังข่าวต้นฉบับที่ระบบ aioMax เขียนเอง (fin / fin-us / oppday / iaa / iaajump / AiOMax) — ไม่รวมข่าวสื่อภายนอก · Server-rendered สำหรับ SEO, AI crawler และ bot
Express Lane: หน้านี้เป็น HTML เต็ม (SSR) — มีเวอร์ชัน Markdown สำหรับ AI crawler
iaa CHG บริษัท โรงพยาบาลจุฬารัตน์ จำกัด (มหาชน)

CHG กำไรไตรมาส 2 ปี 69 โตจากรายการพิเศษ จับตาครึ่งปีหลังฟื้นตัวรับไฮซีซั่น

สรุปภาพรวมผลประกอบการไตรมาส 2/2569 บริษัท โรงพยาบาลจุฬารัตน์ จำกัด (มหาชน) หรือ CHG รายงานกำไรสุทธิในไตรมาส 2/2569 อยู่ที่ 229 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) แต่ลดลง 8% จากไตรมาสก่อนหน้า (QoQ) อย่างไรก็ตาม การเติบโตแบบ YoY ส่วนใหญ่มาจากกำไรพิเศษประมาณ 20 ล้านบาท จากการปรับสัดส่วนเงินลงทุนในบริษัทร่วม หากพิจารณาเฉพาะกำไรจากการดำเนินงานปกติ (Core Profit) จะอยู่ที่ 209 ล้านบาท ซึ่งถือว่าทรงตัว YoY และอ่อนตัวลง 16% QoQ เนื่องจากรายได้และอัตรากำไรที่ปรับตัวลดลง วิเคราะห์เจาะลึกปัจจัยกดดันและโอกาสเติบโต ในส่วนของรายได้จากกิจการโรงพยาบาลไตรมาส 2/2569 ทำได้ 2,053 ล้านบาท (+2% YoY, -1.1% QoQ) โดยได้รับแรงหนุนจากโครงการสวัสดิการภาครัฐที่เติบโตถึง 12% YoY ช่วยชดเชยรายได้ผู้ป่วยทั่วไปที่ลดลง 3% YoY โดยเฉพาะกลุ่มผู้ป่วยใน (IPD) ที่ลดลง 14% YoY จากการลดลงของกลุ่มผู้ป่วยตะวันออกกลางและการผ่าตัดกระเพาะ ในขณะที่ต้นทุนการดำเนินงานเพิ่มขึ้นเร็วกว่ารายได้ ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นลดลงเหลือ 26.3% จาก 27.2% ในช่วงเดียวกันของปีก่อน และอัตรากำไร EBITDA ลดลงเหลือ 18.8% ข้อสังเกตจากมุมมองนักวิเคราะห์ โบรกเกอร์ LHS ได้ให้คำแนะนำ "ซื้อเมื่ออ่อนตัว" โดยกำหนดราคาเป้าหมายไว้ที่ 1.91 บาท ซึ่งประเมินด้วยวิธี DCF (อิง WACC 8.3% และ LTG 2%) ทั้งนี้ นักวิเคราะห์ตั้งข้อสังเกตว่าแม้กำไรสุทธิจะดูเติบโต แต่กำไรจากการดำเนินงานปกติยังคงถูกกดดันจากต้นทุนที่สูงขึ้นและรายได้บางส่วนที่ชะลอตัว นอกจากนี้ ราคาหุ้นปัจจุบันที่ซื้อขายอยู่ที่ P/E ประมาณ 17 เท่า ถือว่าได้สะท้อนปัจจัยบวกในระยะสั้นไปพอสมควรแล้ว จึงแนะนำให้นักลงทุนรอจังหวะราคาอ่อนตัวเพื่อเข้าสะสม สรุปแนวโน้มและปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตาม สำหรับแนวโน้มในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2569 (2H69) คาดว่าจะเห็นการฟื้นตัวที่ชัดเจนขึ้นในไตรมาส 3/2569 ทั้ง YoY และ QoQ เนื่องจากเข้าสู่ช่วง High Season ของธุรกิจโรงพยาบาล ซึ่งจะช่วยหนุนจำนวนผู้ป่วยโรคตามฤดูกาลและการฟื้นตัวของกลุ่มผู้ป่วยต่างชาติ อย่างไรก็ตาม นักลงทุนควรติดตามปัจจัยเสี่ยงสำคัญ ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงนโยบายภาครัฐ ภาวะเศรษฐกิจในประเทศที่ฟื้นตัวช้าซึ่งอาจกดดันกำลังซื้อ รวมถึงความสำเร็จในการลงทุนก่อสร้างโรงพยาบาลแห่งใหม่ในอนาคต