Digg · aioMax Original News
คลังข่าวต้นฉบับที่ระบบ aioMax เขียนเอง (fin / fin-us / oppday / iaa / iaajump / AiOMax) — ไม่รวมข่าวสื่อภายนอก · Server-rendered สำหรับ SEO, AI crawler และ bot
Express Lane: หน้านี้เป็น HTML เต็ม (SSR) — มีเวอร์ชัน Markdown สำหรับ AI crawler
iaa WHA บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)

WHA ลุ้นโค้งสุดท้ายปี 2026 รับแรงหนุนโอนที่ดินแปลงใหญ่ดันผลงาน

สรุปภาพรวมการดำเนินงาน บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ WHA ยังคงเป้าหมายการดำเนินงานปี 2026 ไว้ตามเดิม โดยตั้งเป้ารายได้ปกติที่ 20,000 ล้านบาท รักษาอัตรากำไร EBITDA มากกว่า 45% และควบคุมอัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยสุทธิต่อทุน (Net IBD/E) ไม่เกิน 1.2 เท่า โดยไฮไลท์สำคัญอยู่ที่ การโอนที่ดินและยอดขายที่คาดว่าจะกระจุกตัวในช่วงไตรมาส 4/2026 ทั้งจากที่ดินแปลงใหญ่และการขายสินทรัพย์เข้ากองทรัสต์ (WHART/WHAIR) โดยมีโครงการ WHA ESIE 5 จังหวัดสระบุรี เป็นปัจจัยขับเคลื่อนหลักในการรับรู้รายได้ช่วงปลายปี มุมมองโบรกเกอร์และคำแนะนำการลงทุน บล.บัวหลวง (BLS) ได้ออกบทวิเคราะห์หลังการประชุมนักวิเคราะห์ โดยยังคงคำแนะนำ "HOLD" (ถือ) ที่ราคาเป้าหมาย 5.5 บาท โดยใช้วิธีประเมินมูลค่าตามปัจจัยพื้นฐาน ทั้งนี้โบรกเกอร์มองว่านักลงทุนควรชะลอการตัดสินใจเพื่อรอความชัดเจนจากภาครัฐในด้านกฎเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับกลุ่ม Data Center ก่อนปรับมุมมองการลงทุน เนื่องจากปัจจุบันยังมีความไม่แน่นอนในหลายประเด็นที่ส่งผลต่อโมเมนตัมการเซ็นสัญญาใหม่ ข้อสังเกตความเสี่ยงและปัจจัยกดดัน แม้ผลงานปลายปีจะดูสดใส แต่บริษัทเผชิญกับ ภาวะชะลอตัวของกลุ่ม Data Center ซึ่งเริ่มเห็นสัญญาณชัดเจนตั้งแต่ไตรมาส 2/2026 และต่อเนื่องมาถึงไตรมาส 3/2026 โดยผู้บริหารระบุว่าต้องรอความชัดเจนจากภาครัฐใน 3 เรื่องหลัก ได้แก่ นโยบาย Tier 9, โครงสร้างค่าไฟฟ้าสำหรับ Data Center และกฎเกณฑ์การกำกับดูแล ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ถือเป็น ความเสี่ยงต่อการเซ็นสัญญาลูกค้ากลุ่มนี้ ในช่วงที่เหลือของปี บทสรุปทิศทางธุรกิจ โดยสรุป WHA ยังคงรักษาวินัยทางการเงินและเป้าหมายการเติบโตได้ตามแผน แม้จะมีปัจจัยกดดันจากความล่าช้าของนโยบายภาครัฐในกลุ่ม Data Center แต่การที่บริษัทมีแผน การโอนที่ดินแปลงใหญ่และการขายสินทรัพย์เข้ากอง REIT ในไตรมาส 4/2026 จะเป็นตัวช่วยสำคัญในการผลักดันผลประกอบการให้เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ นักลงทุนจึงควรติดตามความคืบหน้าของกฎระเบียบภาครัฐอย่างใกล้ชิดเพื่อประเมินโอกาสในการเติบโตของกลุ่มธุรกิจใหม่ในอนาคต