Digg · aioMax Original News
คลังข่าวต้นฉบับที่ระบบ aioMax เขียนเอง (fin / fin-us / oppday / iaa / iaajump / AiOMax) — ไม่รวมข่าวสื่อภายนอก · Server-rendered สำหรับ SEO, AI crawler และ bot
Express Lane: หน้านี้เป็น HTML เต็ม (SSR) — มีเวอร์ชัน Markdown สำหรับ AI crawler
fin PACO บริษัท เพรสซิเด้นท์ ออโตโมบิล อินดัสทรีส์ จำกัด (มหาชน)

PACO เผยผลงาน Q2/2569 กำไรสุทธิ 21.43 ล้านบาท รับแรงกดดันจากยอดขายต่างประเทศชะลอตัว

รายได้จากการขายปรับลดลงตามภาวะสงครามในตะวันออกกลาง ขณะที่ต้นทุนวัตถุดิบกดดันอัตรากำไรขั้นต้นให้ย่อตัวลง บริษัท เพรสซิเด้นท์ ออโตโมบิล อินดัสทรีส์ จำกัด (มหาชน) หรือ PACO รายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 2/2569 มีรายได้จากการขาย 244.94 ล้านบาท ลดลง 16.66% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่งผลให้กำไรสุทธิอยู่ที่ 21.43 ล้านบาท ลดลง 33.14% โดยปัจจัยหลักมาจากยอดขายในตลาดต่างประเทศที่ได้รับผลกระทบจากภาวะสงครามในภูมิภาคตะวันออกกลาง แม้ว่ายอดขายในประเทศจะมีการเติบโตจากคำสั่งซื้อของลูกค้าหลักก็ตาม ทั้งนี้ บริษัทยังคงมุ่งเน้นการบริหารจัดการต้นทุนและเตรียมความพร้อมด้านวัตถุดิบเพื่อรองรับยอดขายในช่วงครึ่งหลังของปี Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน หัวใจสำคัญของผลประกอบการในไตรมาสนี้ คือ "การหดตัวของยอดขายในตลาดต่างประเทศ" ซึ่งเป็นผลกระทบโดยตรงจากภาวะสงครามในภูมิภาคตะวันออกกลาง ประกอบกับ "ต้นทุนวัตถุดิบเฉลี่ยที่ปรับตัวสูงขึ้น" ส่งผลกระทบโดยตรงต่ออัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ให้ลดลงเหลือ 16.12% จากเดิมที่เคยทำได้ 21.53% ในไตรมาส 2/2568 ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น: รายได้ลดลง: ยอดขายต่างประเทศซึ่งเป็นตลาดหลักได้รับผลกระทบจากความไม่สงบในตะวันออกกลาง ทำให้ปริมาณการส่งออกลดลงอย่างมีนัยสำคัญ แม้บริษัทจะพยายามชดเชยด้วยยอดขายในประเทศที่เติบโตขึ้นจากออเดอร์ลูกค้าหลัก แต่ก็ไม่สามารถทดแทนรายได้ที่หายไปได้ทั้งหมด แรงกดดันด้านต้นทุน: ราคาวัตถุดิบเฉลี่ยที่ปรับตัวสูงขึ้นในตลาดโลก ส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนขาย ทำให้กำไรขั้นต้นในเชิงมูลค่าลดลงถึง 37.60% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน รายการพิเศษ: แม้บริษัทจะมีกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนเข้ามาช่วยพยุงผลประกอบการจำนวน 2.00 ล้านบาท จากการที่เงินบาทอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ แต่ก็ไม่เพียงพอที่จะหักล้างผลกระทบจากการลดลงของกำไรขั้นต้นได้ จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่: สถานการณ์นี้ "ยังไม่ชัดเจนและต้องติดตาม" โดยเฉพาะปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางที่อยู่นอกเหนือการควบคุม อย่างไรก็ตาม บริษัทได้มีการเตรียมความพร้อมด้วยการสั่งซื้อวัตถุดิบเข้ามาเพิ่มขึ้นเพื่อรองรับยอดขายในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 ซึ่งสะท้อนถึงมุมมองเชิงบวกของฝ่ายจัดการต่อแนวโน้มความต้องการสินค้าในอนาคต Highlight สำคัญ กำไรสุทธิ: ไตรมาส 2/2569 อยู่ที่ 21.43 ล้านบาท ลดลง 33.14% YoY รายได้จากการขาย: อยู่ที่ 244.94 ล้านบาท ลดลง 16.66% YoY จากผลกระทบสงครามในตะวันออกกลาง อัตรากำไรขั้นต้น (GPM): ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ 16.12% จาก 21.53% ในปีก่อน เนื่องจากราคาวัตถุดิบที่สูงขึ้น กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน: รับรู้กำไร 2.00 ล้านบาทในไตรมาส 2/2569 จากค่าเงินบาทที่อ่อนค่า หนี้สินรวม: เพิ่มขึ้น 17.91% จากสิ้นปี 2568 จากการเบิกเงินกู้ระยะยาวเพื่อลงทุนในเครื่องจักรอัตโนมัติ ภาพรวมผลประกอบการ รายได้รวมในไตรมาส 2/2569 อยู่ที่ 251.25 ล้านบาท ลดลง 16.21% YoY โดยกำไรสุทธิลดลงเหลือ 21.43 ล้านบาท สาเหตุหลักมาจากกำไรขั้นต้นที่ลดลงจากการขายที่ชะลอตัวและต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้น แม้จะมีกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนเข้ามาช่วยหนุน แต่ก็ไม่สามารถชดเชยการลดลงของกำไรจากการดำเนินงานหลักได้ โอกาส ยอดขายในประเทศ: มีการเติบโตอย่างต่อเนื่องจากคำสั่งซื้อของลูกค้าหลัก การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต: การลงทุนในเครื่องจักรอัตโนมัติจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการผลิตและลดต้นทุนในระยะยาว สิทธิประโยชน์ทางภาษี: การรับรู้สิทธิลดหย่อนภาษีจากบัตรส่งเสริมการลงทุน (BOI) ช่วยลดภาระภาษีเงินได้นิติบุคคลลงอย่างมีนัยสำคัญ ความเสี่ยง ความไม่สงบในตะวันออกกลาง: กระทบต่อยอดขายส่งออกซึ่งเป็นรายได้หลัก ความผันผวนของราคาวัตถุดิบ: ต้นทุนที่สูงขึ้นกดดันอัตรากำไรขั้นต้น ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน: แม้ไตรมาสนี้จะได้กำไร แต่ความผันผวนของค่าเงินยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อผลประกอบการ สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางว่าจะคลี่คลายหรือไม่ ความสามารถในการบริหารจัดการต้นทุนวัตถุดิบให้กลับมาอยู่ในระดับที่เหมาะสม การเดินเครื่องจักรใหม่ที่ลงทุนไปว่าจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตได้ตามเป้าหมายหรือไม่ ยอดขายในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 ว่าจะเติบโตได้ตามที่บริษัทคาดการณ์ไว้จากการสต็อกวัตถุดิบเพิ่มหรือไม่ รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: สินค้าอุตสาหกรรม) บริษัทเน้นการผลิตสินค้าประเภทคอยล์ร้อนและคอยล์เย็น โดยในไตรมาสนี้มีการสั่งซื้อวัตถุดิบเข้ามาเพิ่มขึ้นเพื่อรองรับยอดขายครึ่งปีหลัง สะท้อนถึงการบริหารจัดการสินค้าคงคลังเชิงรุก แม้ว่าอัตราของเสียจากการผลิตจะลดลง (สังเกตจากรายได้จากการขายเศษซากที่ลดลง) แต่ปัจจัยด้านราคาวัตถุดิบยังคงเป็นตัวแปรสำคัญที่กดดัน GPM ฐานะการเงินและกระแสเงินสด ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569 บริษัทมีหนี้สินรวม 216.64 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 17.91% จากสิ้นปี 2568 เนื่องจากการเบิกเงินกู้ระยะยาวเพื่อลงทุนในเครื่องจักร และการเพิ่มขึ้นของเจ้าหนี้การค้าเพื่อรองรับการผลิต ส่วนของเจ้าของลดลงเหลือ 945.27 ล้านบาท เนื่องจากการจ่ายเงินปันผลประจำปี 2568 จำนวน 100 ล้านบาท สรุปท้าย ผลประกอบการ PACO ในไตรมาส 2/2569 เผชิญความท้าทายจากปัจจัยภายนอกที่กระทบต่อยอดขายส่งออกและต้นทุนวัตถุดิบ อย่างไรก็ตาม บริษัทยังคงรักษาความสามารถในการทำกำไรสุทธิได้ในระดับหนึ่ง พร้อมทั้งมีการลงทุนในเครื่องจักรอัตโนมัติเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตในอนาคต นักลงทุนควรติดตามสถานการณ์ในตะวันออกกลางและผลตอบแทนจากการลงทุนในเครื่องจักรใหม่ในช่วงครึ่งปีหลังอย่างใกล้ชิด