Digg · aioMax Original News
คลังข่าวต้นฉบับที่ระบบ aioMax เขียนเอง (fin / fin-us / oppday / iaa / iaajump / AiOMax) — ไม่รวมข่าวสื่อภายนอก · Server-rendered สำหรับ SEO, AI crawler และ bot
Express Lane: หน้านี้เป็น HTML เต็ม (SSR) — มีเวอร์ชัน Markdown สำหรับ AI crawler
iaa AP บริษัท เอพี (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน)

AP ผลงานไตรมาส 2 สดใส โบรกฯ ชี้ครึ่งปีหลังเร่งตัวรับรู้รายได้คอนโดใหม่

ไฮไลท์สำคัญ บริษัท เอพี (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) หรือ AP รายงานกำไรสุทธิไตรมาส 2/2569 อยู่ที่ 1,060 ล้านบาท เติบโต 18% จากไตรมาสก่อน และ 6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยได้รับแรงหนุนจากการโอนกรรมสิทธิ์ทั้งโครงการแนวราบและคอนโดมิเนียมที่เพิ่มขึ้น รวมถึงอัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ที่ปรับตัวดีขึ้นมาอยู่ที่ 29.3% เจาะลึกผลประกอบการและการเติบโต โบรกเกอร์ FSSIA ระบุว่าผลการดำเนินงานในไตรมาส 2 เป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้ โดยยอดโอนรวมอยู่ที่ 10,500 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13% จากไตรมาสก่อน สำหรับแนวโน้มครึ่งปีหลัง 2569 คาดว่าจะมีการเร่งตัวขึ้นอย่างชัดเจน ทั้งในด้านกำไรและยอดขายรอรับรู้รายได้ (Presales) เนื่องจากมีโครงการคอนโดมิเนียมสร้างเสร็จใหม่พร้อมโอนเพิ่มขึ้น และแผนการเปิดตัวโครงการใหม่ที่เข้มข้นขึ้น โดยบริษัทได้ปรับแผนการเปิดตัวโครงการปี 2569 เป็น 46 โครงการ มูลค่ารวม 56,000 ล้านบาท เพื่อรองรับความต้องการของตลาด ข้อสังเกตจากนักวิเคราะห์ นักวิเคราะห์ตั้งข้อสังเกตว่า AP มีความได้เปรียบจากพอร์ตโฟลิโอที่ยืดหยุ่นและหลากหลายครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมาย แม้จะมีความท้าทายจากมาตรฐานการปล่อยสินเชื่อที่เข้มงวด แต่ด้วยกลยุทธ์การบริหารจัดการต้นทุนที่มีประสิทธิภาพและการจัดการห่วงโซ่อุปทานภายในที่ดี ทำให้บริษัทสามารถรักษาความสามารถในการทำกำไรไว้ได้ นอกจากนี้การที่บริษัทมีโครงการคอนโดมิเนียม JV ที่จะสร้างเสร็จในไตรมาส 3 และ 4 จะเป็นปัจจัยบวกสำคัญที่ช่วยหนุนรายได้ในช่วงครึ่งปีหลัง สรุปคำแนะนำการลงทุน FSSIA คงคำแนะนำ "ซื้อ" โดยให้ราคาเป้าหมายที่ 9.50 บาท อ้างอิงวิธีประเมินมูลค่าตาม P/E Ratio โดยมองว่า AP เป็นหุ้นที่มีความแข็งแกร่งจากยอดขายรอรับรู้รายได้ (Backlog) ที่มั่นคง และมีแนวโน้มการเติบโตของกำไรที่ชัดเจนในช่วงครึ่งปีหลัง ทั้งนี้คาดการณ์กำไรสุทธิปี 2569 ไว้ที่ 4,500 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4% จากปีก่อน พร้อมคาดการณ์อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yield) ปี 2569 ที่ระดับ 6.5% ซึ่งถือเป็นระดับที่น่าสนใจสำหรับนักลงทุน