Digg · aioMax Original News
คลังข่าวต้นฉบับที่ระบบ aioMax เขียนเอง (fin / fin-us / oppday / iaa / iaajump / AiOMax) — ไม่รวมข่าวสื่อภายนอก · Server-rendered สำหรับ SEO, AI crawler และ bot
Express Lane: หน้านี้เป็น HTML เต็ม (SSR) — มีเวอร์ชัน Markdown สำหรับ AI crawler
iaa BGRIM บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน)

สรุปผลประกอบการ BGRIM ไตรมาส 2/2569 พร้อมมุมมองการลงทุน

ไฮไลท์สำคัญ บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BGRIM รายงานกำไรสุทธิไตรมาส 2/2569 อยู่ที่ 676 ล้านบาท ปรับตัวลดลง 6.3% จากไตรมาสก่อนหน้า (QoQ) ตามที่ตลาดคาดการณ์ไว้ โดยมีปัจจัยกดดันหลักจากต้นทุนก๊าซธรรมชาติที่พุ่งสูงขึ้นถึง 25.9% QoQ มาอยู่ที่ 362.6 บาทต่อล้านบีทียู ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นลดลงเหลือ 16.1% แม้ว่าปริมาณขายไฟฟ้าจะปรับตัวดีขึ้นตามความต้องการใช้ไฟฟ้าในช่วงฤดูร้อนก็ตาม วิเคราะห์ผลประกอบการและมุมมองโบรกเกอร์ สายงานวิจัย บล.เอเซียพลัส (ASPS) ระบุว่า กำไรปกติในไตรมาส 2/2569 อ่อนตัวลง 5.9% QoQ มาอยู่ที่ 477.7 ล้านบาท นอกจากต้นทุนก๊าซฯ แล้ว บริษัทยังได้รับแรงกดดันจากส่วนแบ่งกำไรบริษัทร่วมที่ลดลง 32.1% QoQ เหลือ 98 ล้านบาท เนื่องจากการรับรู้ผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน (Fx) ในโครงการต่างประเทศ ทั้งนี้ ASPS ได้คงประมาณการกำไรปกติปี 2569 ไว้ที่ 1.9 พันล้านบาท ลดลง 11.1% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า (YoY) โดยประเมินราคาเป้าหมาย (Fair Value) ปี 2570 ไว้ที่ 22 บาทต่อหุ้น พร้อมประกาศจ่ายปันผลสำหรับงวดครึ่งปีแรก (1H69) ที่ 0.18 บาทต่อหุ้น (ขึ้นเครื่องหมาย XD วันที่ 26 ส.ค. 2569) ข้อสังเกตและปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตาม ฝ่ายวิจัยมองว่าแนวโน้มผลประกอบการในไตรมาส 3/2569 ยังคงมีความท้าทายต่อเนื่องจากต้นทุนก๊าซธรรมชาติที่คาดว่าจะปรับตัวสูงขึ้นอีก ซึ่งจะกดดันอัตรากำไรขั้นต้นให้ลดลง ประกอบกับปริมาณขายไฟฟ้าที่คาดว่าจะปรับตัวลดลงหลังจากผ่านพ้นช่วงฤดูร้อน นอกจากนี้ยังมีปัจจัยเสี่ยงที่ต้องเฝ้าระวัง ได้แก่ ความผันผวนของราคาพลังงานจากสถานการณ์สงคราม, ความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนและอัตราดอกเบี้ยจากการกู้เงินลงทุนในสกุลเงินต่างประเทศ รวมถึงความเสี่ยงในการดำเนินโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าให้เป็นไปตามแผน ส่วนสรุปและคำแนะนำการลงทุน ในระยะสั้น ฝ่ายวิจัยแนะนำให้เป็นเพียงการ Trading หรือทยอยสะสมหุ้นเมื่อราคาปรับฐาน เพื่อรอจังหวะลงทุนในระยะกลางถึงระยะยาว โดยจุดแข็งของ BGRIM คือการกำกับดูแลกิจการที่ดี (Governance) ซึ่งได้รับการยอมรับในระดับสากล อย่างไรก็ตาม นักลงทุนควรติดตามความคืบหน้าในการลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติและการเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียน ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญในการสนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืนของบริษัทในอนาคต