Digg · aioMax Original News
คลังข่าวต้นฉบับที่ระบบ aioMax เขียนเอง (fin / fin-us / oppday / iaa / iaajump / AiOMax) — ไม่รวมข่าวสื่อภายนอก · Server-rendered สำหรับ SEO, AI crawler และ bot
Express Lane: หน้านี้เป็น HTML เต็ม (SSR) — มีเวอร์ชัน Markdown สำหรับ AI crawler
iaa DOHOME บริษัท ดูโฮม จำกัด (มหาชน)

DOHOME โชว์กำไร Q2/26 พุ่งแรง 94% โบรกฯ มองเป็นจุดสูงสุดของปี

ผลประกอบการไตรมาส 2/26 แข็งแกร่งเกินคาด บริษัท ดูโฮม จำกัด (มหาชน) หรือ DOHOME รายงานกำไรสุทธิในไตรมาส 2/26 อยู่ที่ 305 ล้านบาท เติบโตโดดเด่นถึง 94% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) และเพิ่มขึ้น 22% จากไตรมาสก่อนหน้า (QoQ) ซึ่งสูงกว่าที่ KGI คาดการณ์ไว้ 9% โดยได้รับแรงหนุนสำคัญจากอัตรากำไรขั้นต้น (Gross Margin) ที่ทำได้สูงถึง 19.8% ซึ่งสูงกว่าที่คาดไว้ 30bps จากการบริหารจัดการสินค้าคงคลังต้นทุนต่ำและยอดขายสินค้า House Brand ที่เพิ่มขึ้น รวมถึงการควบคุมค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร (SG&A) ได้ดีกว่าที่คาดไว้ 4% เจาะลึกปัจจัยบวกและแนวโน้มการเติบโต ในไตรมาส 2/26 บริษัทมียอดขายรวม 7.8 พันล้านบาท (+7% YoY) โดยมีอัตราการเติบโตของยอดขายสาขาเดิม (SSSG) เป็นบวกที่ 1.8% ซึ่งได้แรงหนุนจากกลุ่มลูกค้า Back-office ที่มีความต้องการแข็งแกร่ง (+7-8%) แม้ว่าความต้องการจากกลุ่มลูกค้าทั่วไปจะยังอ่อนตัวลงก็ตาม ทั้งนี้ KGI ได้ปรับประมาณการกำไรปี 2569 และ 2570 ขึ้น 3% และ 1% ตามลำดับ เพื่อสะท้อนอัตรากำไรขั้นต้นที่ดีขึ้น แต่ยังคงคำแนะนำ "Neutral" เนื่องจากมองว่าผลประกอบการไตรมาส 2/26 เป็นจุดสูงสุดของปีแล้ว ข้อสังเกตสำคัญต่อทิศทางธุรกิจในครึ่งปีหลัง นักวิเคราะห์จาก KGI ตั้งข้อสังเกตว่ากำไรของ DOHOME มีแนวโน้มจะอ่อนตัวลงในครึ่งปีหลัง (2H26) เนื่องจากปัจจัยฤดูกาลในช่วงฤดูฝนและฤดูเพาะปลูกที่ส่งผลต่อความต้องการสินค้า รวมถึงคาดว่าอัตรากำไรขั้นต้นจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ (Normalize) หลังจากได้รับประโยชน์จากสินค้าคงคลังต้นทุนต่ำลดลง นอกจากนี้ ในปี 2570 คาดว่ากำไรจะทรงตัวเนื่องจากฐานอัตรากำไรขั้นต้นที่สูงในปี 2569 อย่างไรก็ตาม บริษัทมีสถานะทางการเงินที่ต้องติดตาม โดยมีอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อทุน (Net Debt to Equity) อยู่ที่ 113.4% ในปี 2569 สรุปคำแนะนำและราคาเป้าหมาย KGI คงคำแนะนำ "Neutral" สำหรับหุ้น DOHOME โดยได้ปรับราคาเป้าหมายสิ้นปี 2570 ขึ้นเป็น 4.00 บาท (จากเดิม 3.90 บาท) โดยใช้วิธีอิงค่าเฉลี่ย PER ย้อนหลังของกลุ่มธุรกิจเดียวกันในระดับโลกที่ 17.0 เท่า ทั้งนี้ นักลงทุนควรระมัดระวังความเสี่ยงจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว แผนการขยายสาขาที่ไม่เป็นไปตามเป้าหมาย รวมถึงความผันผวนของราคาสินค้าเกษตรและภัยธรรมชาติที่อาจกระทบต่อกำลังซื้อของลูกค้าหลักของบริษัท