2026-08-14T20:53:05+00:00 fin CBG บริษัท คาราบาวกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) CBG กำไรสุทธิ Q2/2569 หดตัว 8% YoY แม้รายได้ในประเทศโตแกร่ง รับแรงกดดันจากยอดส่งออก CLMV รายได้รวมโต 5% จากตลาดในประเทศและธุรกิจแอลกอฮอล์ แต่กำไรถูกกดดันจากโครงสร้างยอดขายและต้นทุนภาษี บริษัท คาราบาวกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ CBG รายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 2/2569 โดยมีรายได้จากการขายรวม 5,829 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5% YoY และ 10% QoQ หนุนโดยยอดขายเครื่องดื่มคาราบาวแดงในประเทศที่เติบโตต่อเนื่อง 14% YoY และธุรกิจจัดจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่ขยายตัวได้ดี อย่างไรก็ตาม กำไรสุทธิอยู่ที่ 736 ล้านบาท ลดลง 8% YoY จากผลกระทบของการส่งออกที่ชะลอตัวในกลุ่ม CLMV โดยเฉพาะกัมพูชา ซึ่งบริษัทอยู่ระหว่างปรับกลยุทธ์เพื่อรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าว Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน หัวใจสำคัญของผลประกอบการรอบนี้คือ "การเติบโตที่แข็งแกร่งในประเทศสวนทางกับการหดตัวของตลาดส่งออก" โดยรายได้ในประเทศเพิ่มขึ้นถึง 17% YoY จากกลยุทธ์คงราคาขายปลีก 10 บาทและการขยายเครือข่ายกระจายสินค้าที่เข้มข้นขึ้น รวมถึงธุรกิจจัดจำหน่ายสินค้าอื่น (เครื่องดื่มแอลกอฮอล์) ที่เติบโต 23% YoY อย่างไรก็ตาม ปัจจัยลบที่กดดันกำไรสุทธิคือรายได้จากการส่งออกที่ลดลง 31% YoY โดยเฉพาะการหายไปของยอดขายในประเทศกัมพูชา ซึ่งส่งผลกระทบต่อโครงสร้างต้นทุนและอัตรากำไร สาเหตุหลักที่ทำให้กำไรสุทธิลดลง 8% YoY มาจาก 3 ปัจจัยประกอบกัน: การเปลี่ยนแปลงของ Sales Mix: รายได้จากการจัดจำหน่ายสินค้าอื่นที่มีอัตรากำไรขั้นต้นต่ำกว่าเครื่องดื่มชูกำลังมีสัดส่วนเพิ่มขึ้น ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นรวมอยู่ที่ 26% ลดลงเล็กน้อยจากปีก่อน ภาระต้นทุนคงที่: การชะลอตัวของคำสั่งซื้อจากกัมพูชาทำให้เกิดต้นทุนส่วนเกินจากการผลิตที่ไม่ได้เดินเครื่องเต็มกำลัง ซึ่งบริษัทกำลังเร่งปรับโครงสร้างต้นทุนให้ยืดหยุ่นขึ้น อัตราภาษีที่แท้จริงสูงขึ้น: อัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลเพิ่มขึ้นเป็น 23% จาก 20% เนื่องจากมีการขายวัตถุดิบให้บริษัทย่อยในต่างประเทศ ซึ่งต้องเสียภาษีทันทีในขณะที่บริษัทย่อยยังไม่รับรู้รายได้จากการขาย สำหรับความต่อเนื่องของปัจจัยเหล่านี้ "ยังไม่ชัดเจนและต้องติดตาม" โดยในส่วนของตลาดในประเทศและพม่า (ที่เติบโต 53% YoY) มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องจากการลงทุนโรงงานใหม่ แต่ในส่วนของตลาดกัมพูชาและภาระต้นทุนคงที่นั้น บริษัทอยู่ระหว่างการปรับกลยุทธ์และหาลูกค้า OEM ภายนอกมาทดแทน ซึ่งต้องใช้เวลาในการประเมินผลลัพธ์ Highlight สำคัญ รายได้รวม: 5,829 ล้านบาท (+5% YoY, +10% QoQ) กำไรสุทธิ: 736 ล้านบาท (-8% YoY) คาราบาวแดงในไทย: รายได้ 2,053 ล้านบาท (+14% YoY, +13% QoQ) ตอกย้ำความสำเร็จของกลยุทธ์ราคา 10 บาท ธุรกิจแอลกอฮอล์: รายได้ 2,598 ล้านบาท (+23% YoY) เป็นเครื่องยนต์หลักตัวใหม่ที่ช่วยชดเชยรายได้ส่งออก การบริหารการเงิน: ไถ่ถอนหุ้นกู้ทั้งจำนวนแล้ว ช่วยลดภาระดอกเบี้ยจ่าย ภาพรวมผลประกอบการ รายได้รวมเติบโตได้ดีจากตลาดในประเทศ แต่กำไรสุทธิได้รับผลกระทบจากยอดส่งออกที่ลดลงและต้นทุนภาษีที่สูงขึ้นชั่วคราว อัตรากำไรขั้นต้นรวมอยู่ที่ 26% ทรงตัวจากไตรมาสก่อนหน้าแต่ได้รับแรงกดดันจากสัดส่วนสินค้าที่เปลี่ยนไป โอกาส การเติบโตของโรงงานผลิตในพม่าที่เริ่มผลิตเชิงพาณิชย์เต็มตัว กลยุทธ์การขยายตลาดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ผ่านช่องทาง On-trade และงานอีเวนต์ การเพิ่มประสิทธิภาพการกระจายสินค้าผ่านคู่ค้ารายย่อยระดับตำบลและอำเภอ ความเสี่ยง ความไม่แน่นอนของตลาดส่งออกในกลุ่ม CLMV โดยเฉพาะกัมพูชา ต้นทุนวัตถุดิบ (อลูมิเนียมคอยล์และพลังงาน) ที่ผันผวนจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ภาระต้นทุนคงที่หากยอดขายส่งออกไม่ฟื้นตัวตามเป้าหมาย สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ การฟื้นตัวของยอดขายในตลาดกัมพูชา ความคืบหน้าในการหาลูกค้า OEM ภายนอกเพื่อลดต้นทุนส่วนเกิน การบริหารจัดการต้นทุนวัตถุดิบภายใต้ความผันผวนของราคาพลังงาน อัตราภาษีที่แท้จริงในไตรมาสถัดไปว่าจะกลับสู่ระดับปกติหรือไม่ รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: เกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร) บริษัทเน้นการบริหารจัดการวัตถุดิบให้เพียงพอต่อการใช้งานท่ามกลางต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น โดยมีการปรับกลยุทธ์กระจายสินค้าให้ครอบคลุมมากขึ้นผ่านพอร์ตสินค้าแอลกอฮอล์ นอกจากนี้ยังมีการเพิ่มสต็อกสินค้าคงเหลือขึ้น 838 ล้านบาท เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับคำสั่งซื้อในไตรมาสถัดไป สะท้อนถึงการคาดการณ์ยอดขายที่อาจเพิ่มขึ้น ฐานะการเงินและกระแสเงินสด สถานะการเงินยังแข็งแกร่งด้วยอันดับเครดิตระดับ "A" บริษัทมีเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดเพิ่มขึ้น 629 ล้านบาท แม้จะมีการจ่ายเงินปันผลและไถ่ถอนหุ้นกู้ไปแล้ว ส่วนของผู้ถือหุ้นเพิ่มขึ้นเป็น 14,837 ล้านบาท สะท้อนกำไรสะสมที่ยังคงเติบโต สรุปท้าย CBG ในไตรมาส 2/2569 แสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของธุรกิจในประเทศที่สามารถชดเชยความผันผวนของตลาดส่งออกได้บางส่วน แม้กำไรสุทธิจะย่อตัวลงจากปัจจัยด้านโครงสร้างยอดขายและภาษี แต่การปรับโครงสร้างต้นทุนและการขยายตลาดใหม่ๆ ยังคงเป็นปัจจัยบวกที่ต้องติดตามในระยะถัดไป