2026-08-14T20:52:57+00:00 fin MAJOR บริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป จำกัด (มหาชน) MAJOR กำไรสุทธิ Q2/2569 หดตัว 42% YoY รับผลกระทบจากภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์เข้าฉายน้อยกว่าปีก่อน รายได้รวมลดลง 21% ตามจำนวนผู้ใช้บริการโรงภาพยนตร์ที่ชะลอตัว ขณะที่บริษัทคุมต้นทุนได้ดีช่วยประคองกำไรสุทธิไว้ที่ 73 ล้านบาท บริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป จำกัด (มหาชน) หรือ MAJOR รายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 2/2569 โดยมีรายได้รวม 1,534 ล้านบาท ลดลง 21% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งเป็นผลโดยตรงจากจำนวนผู้ใช้บริการโรงภาพยนตร์ที่ปรับตัวลดลง เนื่องจากภาพยนตร์ที่เข้าฉายในไตรมาสนี้ส่วนใหญ่ยังไม่สามารถดึงดูดผู้ชมในวงกว้าง (Mass Market) ได้เท่ากับภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ที่เข้าฉายในช่วงเดียวกันของปี 2568 ส่งผลให้กำไรสุทธิส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นบริษัทใหญ่ลดลงเหลือ 73 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม บริษัทสามารถบริหารจัดการต้นทุนและค่าใช้จ่ายให้สอดคล้องกับรายได้ที่ลดลงได้เป็นอย่างดี พร้อมคาดการณ์ว่าสถานการณ์ในช่วงครึ่งหลังของปีจะปรับตัวดีขึ้นจากไลน์อัพภาพยนตร์ขนาดใหญ่ที่เตรียมเข้าฉาย Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน หัวใจสำคัญคือ "ปริมาณผู้เข้าชมภาพยนตร์ที่ลดลง" ซึ่งเป็นผลมาจากความแตกต่างของความแข็งแกร่งของภาพยนตร์ (Content Strength) ระหว่างไตรมาส 2/2569 กับไตรมาส 2/2568 โดยรายได้จากการจำหน่ายบัตรชมภาพยนตร์ลดลงถึง 28% ส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังรายได้ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มที่ลดลง 32% ตามจำนวนลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการในโรงภาพยนตร์ ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น: ในไตรมาส 2/2569 ภาพยนตร์ที่เข้าฉาย อาทิ โกฮัง , เทอม 4 และ Toy Story 5 ไม่สามารถสร้างรายได้ในระดับเดียวกับภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ในปีก่อนหน้า เช่น Lilo & Stitch หรือ How to Train Your Dragon ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่กดดันรายได้รวม อย่างไรก็ตาม บริษัทสามารถบริหารจัดการต้นทุนรวมให้ลดลงได้ 22% และค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารลดลง 11% ทำให้บริษัทสามารถรักษาอัตรากำไรขั้นต้น (Gross Margin) ไว้ได้ที่ 32% เท่ากับปีก่อน นอกจากนี้ ส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุน (โดยเฉพาะจากบริษัท ไทยทิคเก็ตเมเจอร์ จำกัด) ที่เพิ่มขึ้น 50% ยังช่วยชดเชยผลกระทบจากธุรกิจหลักได้บางส่วน จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่: มีโอกาสปรับตัวดีขึ้นในรอบถัดไป เนื่องจากฝ่ายจัดการระบุว่าในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 มีภาพยนตร์ขนาดใหญ่ที่มีศักยภาพสูงทั้งจาก Hollywood และภาพยนตร์ไทยเตรียมเข้าฉายอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วงต้นไตรมาส 3 เริ่มเห็นสัญญาณบวกจากภาพยนตร์อย่าง The Odyssey และ Spider-Man: Brand New Day ที่ทำรายได้ได้ดี ซึ่งคาดว่าจะช่วยสนับสนุนจำนวนผู้ใช้บริการและรายได้ให้ฟื้นตัวจากช่วงครึ่งปีแรก Highlight สำคัญ รายได้รวม: 1,534 ล้านบาท (-21% YoY) จากจำนวนผู้ใช้บริการที่ลดลง กำไรสุทธิส่วนบริษัทใหญ่: 73 ล้านบาท (-42% YoY) การบริหารต้นทุน: ต้นทุนรวมลดลง 22% สอดคล้องกับรายได้ที่ลดลง ทำให้รักษา GPM ไว้ได้ที่ 32% ธุรกิจสื่อโฆษณา: รายได้ 188 ล้านบาท (+8% YoY) สะท้อนการฟื้นตัวของการใช้จ่ายโฆษณาในโรงภาพยนตร์ ส่วนแบ่งกำไร: รับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุน 56 ล้านบาท (+50% YoY) หนุนโดยบริษัท ไทยทิคเก็ตเมเจอร์ จำกัด ฐานะการเงิน: อัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (Net D/E) อยู่ที่ 0.58 เท่า เพิ่มขึ้นจาก 0.46 เท่า ณ สิ้นปี 2568 จากการซื้อหุ้นคืนและการจ่ายเงินปันผล ภาพรวมผลประกอบการ รายได้รวมในไตรมาส 2/2569 อยู่ที่ 1,534 ล้านบาท ลดลง 21% YoY ขณะที่งวด 6 เดือนแรกมีรายได้ 3,148 ล้านบาท ลดลง 6% YoY กำไรสุทธิไตรมาส 2 อยู่ที่ 73 ล้านบาท ลดลง 42% YoY โดยบริษัทเน้นการบริหารต้นทุนอย่างเข้มงวดเพื่อรักษาความสามารถในการทำกำไรท่ามกลางความผันผวนของรายได้จากภาพยนตร์ โอกาส ไลน์อัพภาพยนตร์ครึ่งปีหลัง: มีภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์และภาพยนตร์ไทยหลายเรื่องที่คาดว่าจะดึงดูดผู้ชมได้ดี ธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง: การพัฒนาผลิตภัณฑ์และช่องทางจำหน่ายใหม่ๆ ในธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม รวมถึงการเติบโตของธุรกิจสื่อโฆษณา การใช้ข้อมูล (CRM): การนำระบบ CRM มาใช้ทำ Personalized Marketing เพื่อกระตุ้นความถี่ในการใช้บริการ ความเสี่ยง ความผันผวนของคอนเทนต์: รายได้ขึ้นอยู่กับความนิยมของภาพยนตร์แต่ละเรื่อง ซึ่งอาจไม่เป็นไปตามคาดการณ์ ภาวะเศรษฐกิจ: กำลังซื้อของผู้บริโภคที่ยังคงได้รับแรงกดดันจากค่าครองชีพ การแข่งขัน: พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปสู่ช่องทางการรับชมคอนเทนต์ที่หลากหลายขึ้น สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ รายได้ Box Office ในช่วงครึ่งหลังของปี: ว่าจะสามารถสร้างกระแสได้ตามเป้าหมายหรือไม่ ประสิทธิภาพการทำกำไร: การรักษา EBITDA Margin ให้คงอยู่ในระดับสูง (30% ใน Q2/2569) การบริหารหนี้สิน: การรักษาระดับ Debt Covenant ให้ต่ำกว่าเงื่อนไข 1.50 เท่า โครงการซื้อหุ้นคืน: ผลกระทบต่อโครงสร้างส่วนของผู้ถือหุ้นและอัตราส่วนทางการเงิน รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: บริการ) ธุรกิจโรงภาพยนตร์: รายได้บัตรชมภาพยนตร์ลดลง 28% ในไตรมาส 2/2569 ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม: รายได้ลดลง 32% จากจำนวนผู้ใช้บริการที่ลดลงและการย้ายรายได้ Popcorn บางส่วนไปรับรู้ใน JV ธุรกิจพื้นที่เช่าและบริการ: รายได้เพิ่มขึ้น 15% จากจำนวนร้านค้าเช่าที่เพิ่มขึ้น ธุรกิจสื่อภาพยนตร์: รายได้เพิ่มขึ้น 63% จากจังหวะการรับรู้รายได้ลิขสิทธิ์ ฐานะการเงินและกระแสเงินสด ณ 30 มิ.ย. 2569 บริษัทมีสินทรัพย์รวม 12,405 ล้านบาท ลดลง 3% จากสิ้นปี 2568 หนี้สินรวมอยู่ที่ 7,836 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเล็กน้อย 0.3% ส่วนของผู้ถือหุ้นลดลง 7% จากการซื้อหุ้นคืนและการจ่ายเงินปันผล ทำให้อัตราส่วน Net D/E ปรับตัวขึ้นมาอยู่ที่ 0.58 เท่า แต่ยังคงอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ภายใต้เงื่อนไขทางการเงิน สรุปท้าย ผลประกอบการของ MAJOR ในไตรมาส 2/2569 ได้รับผลกระทบจากปัจจัยชั่วคราวด้านความแข็งแกร่งของภาพยนตร์ที่เข้าฉาย อย่างไรก็ตาม บริษัทแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการบริหารจัดการต้นทุนและค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการเติบโตของธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องและส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนที่เข้ามาช่วยพยุงผลการดำเนินงาน โดยนักลงทุนควรจับตาดูการฟื้นตัวของรายได้ในช่วงครึ่งหลังของปี ซึ่งมีปัจจัยบวกจากไลน์อัพภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ที่จะเข้ามาเป็นตัวขับเคลื่อนหลักอีกครั้ง