Digg · aioMax Original News
คลังข่าวต้นฉบับที่ระบบ aioMax เขียนเอง (fin / fin-us / oppday / iaa / iaajump / AiOMax) — ไม่รวมข่าวสื่อภายนอก · Server-rendered สำหรับ SEO, AI crawler และ bot
Express Lane: หน้านี้เป็น HTML เต็ม (SSR) — มีเวอร์ชัน Markdown สำหรับ AI crawler
fin STA บริษัท ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี จำกัด (มหาชน)

STA พลิกกำไรสุทธิ 895 ล้านบาทใน Q2/2569 รับอานิสงส์ราคาขายยางพารา-ถุงมือยางพุ่งแรง

ผลประกอบการฟื้นตัวโดดเด่นจากธุรกิจหลัก ทั้งยางธรรมชาติและถุงมือยางที่ปรับราคาขายขึ้นตามต้นทุนและอุปสงค์การเติมสต็อก บริษัท ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี จำกัด (มหาชน) หรือ STA รายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 2/2569 มีกำไรสุทธิ 895.0 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 38.7% QoQ และพลิกจากขาดทุนในช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยได้รับแรงหนุนสำคัญจากการปรับราคาขายเฉลี่ยในทั้งสองธุรกิจหลักเพื่อส่งผ่านต้นทุนที่สูงขึ้น ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลต่อราคาน้ำมันและยางสังเคราะห์ ทำให้บริษัทสามารถทำกำไรขั้นต้นได้แข็งแกร่งที่สุดในรอบหลายปี Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน หัวใจสำคัญของกำไรในรอบนี้คือ "ความสามารถในการปรับราคาขาย (Pricing Power)" ที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในทั้งสองธุรกิจหลัก ท่ามกลางภาวะราคาสินค้าโภคภัณฑ์โลกที่ผันผวนจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลให้ราคาน้ำมันและยางสังเคราะห์พุ่งสูงขึ้น ธุรกิจยางธรรมชาติ: อัตรากำไรขั้นต้นพุ่งแตะระดับสูงสุดในรอบ 7 ไตรมาสที่ 9.3% โดยได้แรงหนุนจากราคาขายเฉลี่ยที่เพิ่มขึ้นถึง 12.4% QoQ (สูงสุดในรอบ 12 ปี) ประกอบกับการที่ลูกค้ากลับมาเร่งสั่งซื้อเพื่อเติมสินค้าคงคลัง (Restocking) ในช่วงเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน หลังจากชะลอตัวไปในช่วงก่อนหน้า ธุรกิจถุงมือยาง: อัตรากำไรขั้นต้นขยายตัวเป็น 17.0% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 4 ปี จากการปรับราคาขายเพื่อส่งผ่านต้นทุนวัตถุดิบ (น้ำยางไนไตรล์และน้ำยางธรรมชาติ) และค่าขนส่งที่เพิ่มขึ้นได้อย่างเหมาะสม แม้ปริมาณขายจะลดลงเล็กน้อยจากการชะลอคำสั่งซื้อของลูกค้าเพื่อรอดูทิศทางราคา ความต่อเนื่อง: แนวโน้มในไตรมาส 3/2569 เริ่มเห็นสัญญาณการชะลอตัวของราคายางธรรมชาติจากไตรมาสก่อน เนื่องจากลูกค้าส่วนใหญ่เติมสต็อกครบถ้วนแล้ว ขณะที่ตลาดคาดการณ์ว่าผลผลิตยางพาราจะออกสู่ตลาดมากขึ้นในเดือนสิงหาคมหากสภาพอากาศเอื้ออำนวย ดังนั้นกำไรในส่วนของธุรกิจยางธรรมชาติอาจมีลักษณะชะลอตัวลงจากจุดสูงสุดใน Q2/2569 แต่ยังคงต้องติดตามปัจจัยความขัดแย้งในตะวันออกกลางและนโยบายเศรษฐกิจโลกอย่างใกล้ชิด Highlight สำคัญ กำไรสุทธิ: 895.0 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 38.7% QoQ และพลิกจากขาดทุน 786.8 ล้านบาทใน Q2/2568 อัตรากำไรขั้นต้นรวม: ปรับตัวดีขึ้นอย่างชัดเจนมาอยู่ที่ 12.0% (เทียบกับ 9.6% ในไตรมาสก่อน และ 4.4% ในปีก่อน) รายได้รวม: 31,003.8 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 15.5% QoQ และ 0.5% YoY ธุรกิจยางธรรมชาติ: ราคาขายเฉลี่ยอยู่ในระดับสูงสุดในรอบ 12 ปี (217.8 เซนต์ต่อกิโลกรัม) ธุรกิจถุงมือยาง: ราคาขายในสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 17.8% QoQ การจ่ายปันผล: อนุมัติจ่ายปันผลระหว่างกาล 0.50 บาทต่อหุ้น (XD 27 ส.ค. 2569) ภาพรวมผลประกอบการ ผลประกอบการฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งในทุกมิติ โดยรายได้รวมเติบโต 15.5% QoQ จากการปรับราคาขายขึ้นตามกลไกตลาดโลก ทั้งในส่วนของยางธรรมชาติและถุงมือยาง แม้ปริมาณการขายจะมีความผันผวนบ้างจากการชะลอคำสั่งซื้อของลูกค้าในช่วงต้นไตรมาส แต่การบริหารจัดการต้นทุนและประสิทธิภาพการผลิตที่ดีขึ้นส่งผลให้อัตรากำไรสุทธิปรับตัวขึ้นมาอยู่ที่ 2.9% โอกาส การใช้ AI ขับเคลื่อนองค์กร: โครงการ "Sri Trang AI-Driven Organization" และการใช้ "Sri Trang AI Machine (SAM)" ในโรงงานผลิตยางธรรมชาติ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและการใช้พลังงาน ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนในระยะยาว ความยั่งยืน: การได้รับคัดเลือกเป็นสมาชิก S&P Global Sustainability Yearbook 2026 ช่วยเสริมความเชื่อมั่นให้แก่ลูกค้าในตลาดสากล โดยเฉพาะในตลาดยุโรปที่ให้ความสำคัญกับมาตรฐาน ESG ความเสี่ยง ความผันผวนของราคาสินค้าโภคภัณฑ์: สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลต่อราคาน้ำมันและยางสังเคราะห์ ซึ่งกระทบต่อต้นทุนและพฤติกรรมการสั่งซื้อของลูกค้า ปัจจัยด้านอุปทาน: สภาพอากาศและปริมาณน้ำฝนที่อาจส่งผลต่อปริมาณผลผลิตยางพารา รวมถึงการที่เกษตรกรหันไปปลูกปาล์มน้ำมันแทนเนื่องจากราคาจูงใจ นโยบายการค้า: มาตรการภาษีศุลกากรระหว่างประเทศ (เช่น US Reciprocal Tariff) ที่อาจส่งผลกระทบต่ออุปสงค์ในอนาคต สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ ทิศทางราคายางธรรมชาติในตลาดโลก (SICOM) ว่าจะปรับตัวเข้าสู่ภาวะปกติที่ระดับ 210-220 เซนต์ต่อกิโลกรัมตามคาดการณ์หรือไม่ ความคืบหน้าของสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ผลกระทบของปรากฏการณ์เอลนีโญในช่วงปลายปี 2569 ถึงต้นปี 2570 ความคืบหน้าในการขยายผลการใช้ AI ในโรงงานผลิตยางธรรมชาติและธุรกิจถุงมือยาง รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: เกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร) ธุรกิจยางธรรมชาติยังคงเป็นรายได้หลัก (80.3% ของรายได้รวม) โดยมีประเด็นเรื่องยาง EUDR (4.9% ของปริมาณขาย) ที่ต้องติดตาม ส่วนธุรกิจถุงมือยางมีอัตราการใช้กำลังการผลิต (Utilization Rate) อยู่ที่ 77.6% แม้จะลดลงจากไตรมาสก่อนแต่ยังสูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนถึงการบริหารจัดการการผลิตที่ยืดหยุ่นตามอุปสงค์ ฐานะการเงินและกระแสเงินสด บริษัทมีฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่งขึ้น โดยมีอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (Net D/E) ลดลงเหลือ 0.41 เท่า ณ สิ้นไตรมาส 2/2569 จาก 0.55 เท่า ณ สิ้นปี 2568 และมีอัตราส่วนสภาพคล่อง (Current Ratio) ที่ 2.44 เท่า สะท้อนศักยภาพในการบริหารเงินทุนหมุนเวียนที่ดี สรุปท้าย STA ผ่านไตรมาส 2/2569 มาได้อย่างโดดเด่นด้วยการใช้กลยุทธ์ปรับราคาขายเพื่อสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง ทำให้กำไรสุทธิฟื้นตัวสู่ระดับสูงสุดในรอบ 4 ปี แม้แนวโน้มในไตรมาสถัดไปอาจเห็นการชะลอตัวของราคายางตามฤดูกาลและภาวะการเติมสต็อกที่ครบถ้วน แต่ด้วยฐานะการเงินที่มั่นคงและการนำเทคโนโลยี AI มายกระดับประสิทธิภาพการผลิตอย่างต่อเนื่อง ทำให้บริษัทมีความพร้อมในการรับมือกับความผันผวนของตลาดในระยะยาวได้ดียิ่งขึ้น