Digg · aioMax Original News
คลังข่าวต้นฉบับที่ระบบ aioMax เขียนเอง (fin / fin-us / oppday / iaa / iaajump / AiOMax) — ไม่รวมข่าวสื่อภายนอก · Server-rendered สำหรับ SEO, AI crawler และ bot
Express Lane: หน้านี้เป็น HTML เต็ม (SSR) — มีเวอร์ชัน Markdown สำหรับ AI crawler
fin SPRC บริษัท สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง จำกัด (มหาชน)

SPRC กำไรสุทธิ Q2/2569 แตะ 6,916.9 ล้านบาท รับอานิสงส์ค่าการกลั่นฟื้นตัวและปริมาณผลิตเพิ่ม

ผลประกอบการปรับตัวดีขึ้นจากฐานการดำเนินงานที่แข็งแกร่ง แม้เผชิญแรงกดดันจากผลขาดทุนสต็อกน้ำมันและมาตรการภาครัฐ บริษัท สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ SPRC รายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 2/2569 โดยมีรายได้รวม 83,416.7 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 6,916.9 ล้านบาท แม้กำไรสุทธิจะปรับตัวลดลง 6.1% QoQ จากผลขาดทุนด้านสต็อกน้ำมัน แต่หากพิจารณากำไรสุทธิหลังปรับปรุงรายการพิเศษ (ไม่รวมผลกระทบจากสต็อกน้ำมันและ LCM) พบว่าปรับตัวสูงขึ้นถึง 315.2% QoQ สะท้อนถึงความสามารถในการทำกำไรที่แข็งแกร่งจากธุรกิจการกลั่นที่กลับมาเดินเครื่องเต็มประสิทธิภาพหลังปิดซ่อมบำรุงใหญ่ Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน 1) หัวใจคืออะไร หัวใจสำคัญของผลประกอบการรอบนี้คือ "การฟื้นตัวของค่าการกลั่น (Refining Margin)" และ "การกลับมาเดินเครื่องโรงกลั่นได้ตามปกติ" หลังจากโครงการปิดซ่อมบำรุงใหญ่แล้วเสร็จในไตรมาส 1/2569 โดยอัตราการนำน้ำมันดิบเข้ากลั่นเพิ่มขึ้นถึง 65.3% QoQ ส่งผลให้กำไรสุทธิหลังปรับปรุงรายการพิเศษพุ่งสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ 2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น ปัจจัยสนับสนุนหลักมาจากส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ (Crack Spread) ที่แข็งแกร่ง โดยเฉพาะกลุ่มผลิตภัณฑ์กลั่นกลาง (Middle Distillates) ท่ามกลางความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางที่ส่งผลให้อุปทานตึงตัว นอกจากนี้ การปรับปรุงทุ่นรับน้ำมันกลางทะเล (SPM) แล้วเสร็จในเดือนมิถุนายน 2569 ยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพห่วงโซ่อุปทานและลดต้นทุนการขนส่ง อย่างไรก็ตาม กำไรสุทธิรวมถูกกดดันจากผลขาดทุนจากสต็อกน้ำมันและการปรับปรุงมูลค่าสินค้าคงเหลือ (LCM) ซึ่งเป็นรายการที่ผันผวนตามราคาน้ำมันดิบโลก รวมถึงผลกระทบจากมาตรการภาครัฐที่จำกัดการส่งออกและตรึงราคาน้ำมันดีเซล ซึ่งคิดเป็นมูลค่าผลกระทบรวมประมาณ 48.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐในไตรมาสนี้ 3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่ มีโอกาสต่อเนื่องในแง่ของประสิทธิภาพการดำเนินงาน แต่ยังมีความผันผวนจากปัจจัยภายนอก โดยฝ่ายจัดการมองว่าค่าการกลั่นจะยังคงแข็งแกร่งในไตรมาส 3/2569 จากอุปสงค์ตามฤดูกาลและสินค้าคงคลังที่อยู่ในระดับต่ำ อย่างไรก็ตาม ความต่อเนื่องของกำไรขึ้นอยู่กับสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ที่ส่งผลต่อราคาน้ำมันดิบและส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ รวมถึงมาตรการภาครัฐที่อาจมีการเปลี่ยนแปลงตามสถานการณ์ความมั่นคงทางพลังงาน Highlight สำคัญ กำไรสุทธิหลังปรับปรุง: อยู่ที่ 7,175.0 ล้านบาท (+315.2% QoQ และ +1,363.4% YoY) อัตราการกลั่น: เพิ่มขึ้นสู่ระดับ 85.4% ใน Q2/2569 เทียบกับ 63.2% ในไตรมาสก่อนหน้า โครงการ BLIP: สร้างมูลค่าเพิ่มให้บริษัทได้ 13.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐในช่วงครึ่งปีแรก การจ่ายปันผล: อนุมัติจ่ายเงินปันผลระหว่างกาล 0.50 บาทต่อหุ้น (จ่าย 14 ก.ย. 2569) ความเสี่ยงนโยบาย: มาตรการภาครัฐ (ตรึงราคาดีเซล/จำกัดส่งออก) ยังคงเป็นปัจจัยกดดันกระแสเงินสดและค่าการกลั่น ภาพรวมผลประกอบการ รายได้รวมเติบโตโดดเด่น 60.5% QoQ มาอยู่ที่ 83,416.7 ล้านบาท โดยได้รับแรงหนุนจากปริมาณขายที่เพิ่มขึ้น 33.1% QoQ แม้จะมีผลขาดทุนจากสต็อกน้ำมัน แต่ EBITDA หลังปรับปรุงรายการพิเศษยังคงเติบโตแข็งแกร่งที่ 9,945.8 ล้านบาท (+232.7% QoQ) โอกาส การกลับมาใช้งาน SPM เต็มรูปแบบช่วยเพิ่มความคล่องตัวในการจัดหาน้ำมันดิบและลดต้นทุนในระยะยาว สัดส่วนการขายผ่านช่องทางที่มีอัตรากำไรสูง (ค้าปลีกและธุรกิจการบิน) มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โครงการ BLIP ยังคงเดินหน้าต่อเนื่องเพื่อยกระดับประสิทธิภาพต้นทุน ความเสี่ยง ความผันผวนของราคาน้ำมันดิบที่อาจส่งผลให้เกิดผลขาดทุนจากสต็อกน้ำมันอีกครั้ง มาตรการภาครัฐที่อาจส่งผลต่อสภาพคล่องและกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ที่อาจกระทบต่อค่าระวางเรือและต้นทุนการจัดหาวัตถุดิบ สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางและผลกระทบต่อช่องแคบฮอร์มุซ มาตรการตรึงราคาน้ำมันดีเซลของภาครัฐที่จะสิ้นสุดในเดือนกันยายน 2569 ระดับสินค้าคงคลังในภูมิภาคที่อาจส่งผลต่อส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ การบริหารจัดการเงินทุนหมุนเวียนและลูกหนี้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: ทรัพยากร / พลังงาน) SPRC เน้นการบริหารจัดการความยืดหยุ่นของโรงกลั่น (Refinery Flexibility) เพื่อปรับสัดส่วนการผลิตให้สอดคล้องกับส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ที่ผันผวน โดยในไตรมาส 2/2569 อัตรากำไรขั้นต้นของกิจการ (Enterprise Margin) ปรับตัวดีขึ้นอย่างมากมาอยู่ที่ 25.16 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล สะท้อนถึงความสำเร็จในการเลือกใช้น้ำมันดิบที่เหมาะสมและการเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการผลิต ฐานะการเงินและกระแสเงินสด บริษัทมีฐานะการเงินที่แข็งแกร่ง โดยมีอัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (D/E) อยู่ที่ 0.45 เท่า และมีเงินสดในมือ 6,038.4 ล้านบาท ณ สิ้นไตรมาส 2/2569 กระแสเงินสดจากการดำเนินงานเป็นบวกอย่างต่อเนื่องที่ 8,576.7 ล้านบาทในช่วงครึ่งปีแรก แม้จะมีการลงทุนในโครงการปรับปรุงประสิทธิภาพโรงกลั่นและจ่ายเงินปันผล สรุปท้าย SPRC ผ่านช่วงเวลาที่ท้าทายจากการปิดซ่อมบำรุงใหญ่มาได้อย่างแข็งแกร่ง โดยไตรมาส 2/2569 พิสูจน์ให้เห็นถึงศักยภาพในการทำกำไรที่แท้จริงเมื่อโรงกลั่นเดินเครื่องเต็มกำลัง แม้ปัจจัยภายนอกทั้งภูมิรัฐศาสตร์และนโยบายรัฐจะยังคงเป็นตัวแปรสำคัญ แต่ด้วยวินัยทางการเงินและการบริหารจัดการต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ ทำให้บริษัทมีความพร้อมในการสร้างผลตอบแทนให้แก่ผู้ถือหุ้นอย่างต่อเนื่อง