Digg · aioMax Original News
คลังข่าวต้นฉบับที่ระบบ aioMax เขียนเอง (fin / fin-us / oppday / iaa / iaajump / AiOMax) — ไม่รวมข่าวสื่อภายนอก · Server-rendered สำหรับ SEO, AI crawler และ bot
Express Lane: หน้านี้เป็น HTML เต็ม (SSR) — มีเวอร์ชัน Markdown สำหรับ AI crawler
iaa BTG บริษัท เบทาโกร จำกัด (มหาชน)

เบทาโกรลุ้นฟื้นตัวแรงครึ่งปีหลัง โบรกฯ ชี้ผ่านจุดต่ำสุดแล้ว

ไฮไลท์สำคัญ บริษัท เบทาโกร จำกัด (มหาชน) หรือ BTG มีแนวโน้มผลประกอบการผ่านจุดต่ำสุดไปแล้วในไตรมาส 2/2569 โดยโบรกเกอร์ Phillip Securities (PST) คาดการณ์ว่ากำไรในช่วงครึ่งปีหลัง (2H69) จะเติบโตแบบก้าวกระโดด จากปัจจัยหนุนด้านราคาเนื้อสัตว์ที่ฟื้นตัวชัดเจนและการเข้าสู่ช่วง High Season ของการส่งออก พร้อมแนะกลยุทธ์ “ทยอยสะสม” เพื่อรับเงินปันผลที่โดดเด่น วิเคราะห์ผลประกอบการและแนวโน้ม สำหรับผลประกอบการไตรมาส 2/2569 บริษัทรายงานกำไรสุทธิ 598.4 ล้านบาท ลดลง 76.9% y-y และ 40.3% q-q ซึ่งมีสาเหตุหลักมาจากค่าใช้จ่ายพิเศษ (One-time) จำนวน 128 ล้านบาทจากการตัดจำหน่ายเครดิตภาษีในกัมพูชา หากไม่รวมรายการดังกล่าว กำไรจากการดำเนินงานหลักจะอยู่ที่ 726.4 ล้านบาท ทั้งนี้ ในครึ่งปีแรก (1H69) บริษัททำกำไรได้คิดเป็น 33% ของประมาณการทั้งปีที่ 4,850 ล้านบาท โดยโบรกเกอร์มองว่ามีความเป็นไปได้สูงที่จะทำได้ตามเป้าหมาย เนื่องจากราคาหมูในเดือนสิงหาคมปรับตัวขึ้นมาอยู่ที่ 72 บาท/กก. จากอุปทานในระบบที่ลดลง และราคาไก่ยังคงแข็งแกร่งที่ 44 บาท/กก. จากคำสั่งซื้อส่งออกที่เต็มล่วงหน้าถึงสิ้นไตรมาส 4 ข้อสังเกตด้านการบริหารจัดการ บริษัทมีการบริหารจัดการต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเตรียมนำเข้าข้าวโพดจากสหรัฐฯ ในไตรมาส 4 เพื่อควบคุมต้นทุนอาหารสัตว์ นอกจากนี้ยังมีปัจจัยบวกจากการขยายช่องทางจำหน่ายที่ให้มาร์จิ้นสูง เช่น Food Service และ Modern Trade รวมถึงการได้รับจัดอันดับ SET ESG Ratings ในระดับ “AAA” ซึ่งสะท้อนถึงความยั่งยืนขององค์กร อย่างไรก็ตาม นักลงทุนควรติดตามความเสี่ยงด้านความผันผวนของราคาสินค้าและวัตถุดิบ รวมถึงความเสี่ยงจากการเกิดโรคระบาดในสัตว์ที่อาจส่งผลกระทบต่อซัพพลายในอนาคต ส่วนสรุปและคำแนะนำการลงทุน Phillip Securities ประเมินราคาพื้นฐานของ BTG ไว้ที่ 21.20 บาทต่อหุ้น แม้จะมี Upside จำกัดที่ 2.4% จากราคาปัจจุบัน แต่จุดเด่นที่สำคัญคือ เงินปันผลที่น่าสนใจ โดยคาดการณ์การจ่ายเงินปันผลทั้งปีที่ 1.10 บาทต่อหุ้น คิดเป็น Dividend Yield สูงถึง 5.3% ซึ่งช่วยจำกัดความเสี่ยงขาลงของราคาหุ้นได้เป็นอย่างดี จึงแนะนำให้ “ทยอยสะสม” เพื่อรับผลตอบแทนจากเงินปันผลและรอการฟื้นตัวของกำไรที่ชัดเจนในครึ่งปีหลัง