Digg · aioMax Original News
คลังข่าวต้นฉบับที่ระบบ aioMax เขียนเอง (fin / fin-us / oppday / iaa / iaajump / AiOMax) — ไม่รวมข่าวสื่อภายนอก · Server-rendered สำหรับ SEO, AI crawler และ bot
Express Lane: หน้านี้เป็น HTML เต็ม (SSR) — มีเวอร์ชัน Markdown สำหรับ AI crawler
iaa MTC บริษัท เมืองไทย แคปปิตอล จำกัด (มหาชน)

เมืองไทย แคปปิตอล ปรับเป้าสินเชื่อลงแต่ยังโตเด่น คงคำแนะนำ ซื้อ

ไฮไลท์สำคัญ บริษัท เมืองไทย แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) หรือ MTC ได้ประกาศปรับลดเป้าหมายการเติบโตของสินเชื่อในปี 2569 ลงเหลือ 8 – 10% จากเดิมที่ตั้งไว้ 10 – 15% เนื่องจากผลกระทบจากสถานการณ์สงครามและความต้องการสินเชื่อที่ชะลอตัว อย่างไรก็ตาม โบรกเกอร์ Phillip Securities (Thailand) ยังคงคำแนะนำ “ซื้อ” โดยประเมินราคาพื้นฐานไว้ที่ 42.00 บาท พร้อมมองว่าการเติบโตของบริษัทยังอยู่ในระดับที่โดดเด่นและมีความสามารถในการทำกำไรที่แข็งแกร่ง วิเคราะห์สถานการณ์และผลประกอบการ จากการรายงานผลการดำเนินงานในช่วง 1H69 บริษัทสามารถปล่อยสินเชื่อเพิ่มขึ้นได้ 3% (ytd) ซึ่งต่ำกว่าเป้าหมายที่วางไว้ค่อนข้างมาก ประกอบกับมาตรการปล่อยสินเชื่อที่เข้มงวดขึ้นเพื่อลดความเสี่ยงในกลุ่มสินเชื่อนาโนและสินเชื่อที่ไม่มีหลักประกัน ทำให้บริษัทตัดสินใจปรับลดเป้าหมายลง ทั้งนี้ ต้นทุนทางการเงินของ MTC มีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยต้นทุนดอกเบี้ยใน 2Q69 อยู่ที่ 4.44% ลดลงจาก 4.69% ใน 3Q68 เนื่องจากหุ้นกู้ที่ออกใหม่มีอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำกว่าเดิม ซึ่งส่งผลดีต่อส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย (NIM) และกำไรสุทธิ ข้อสังเกตด้านการดำเนินงาน ในด้านการขยายสาขา MTC มีจำนวนสาขา ณ 2Q69 อยู่ที่ 8,906 แห่ง ซึ่งใกล้เคียงกับเป้าหมาย 9,000 สาขาในปีนี้ ทำให้บริษัทไม่มีความจำเป็นต้องเร่งเปิดสาขาเพิ่มและหันมาเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานแทน สำหรับคุณภาพสินทรัพย์ แม้ NPL ใน 2Q69 จะเพิ่มขึ้นเล็กน้อยมาอยู่ที่ 2.61% แต่การชำระหนี้ของลูกค้าใน 3Q69 ยังคงอยู่ในเกณฑ์ดีและได้รับอานิสงส์จากโครงการไทยช่วยไทย ทำให้คาดการณ์ว่าระดับการตั้งสำรองในช่วงที่เหลือของปีจะทรงตัวอยู่ที่ประมาณ 2.3% ซึ่งยังต่ำกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ที่ 2.6% ส่วนสรุปและมุมมองการลงทุน โบรกเกอร์ Phillip Securities ยังคงประมาณการกำไรปี 2569 ไว้ที่ 7.6 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 13.4% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า (y-y) โดยวิธีประเมินมูลค่าอ้างอิง P/E ปี 2570 ที่ 11 เท่า ทำให้ราคาพื้นฐานอยู่ที่ 42 บาท ซึ่งยังมีส่วนต่างจากราคาปิดปัจจุบันที่ 33.75 บาท อีกทั้งยังคาดหวังว่าบริษัทจะสามารถทำกำไรระดับ New High ได้อย่างต่อเนื่องในอนาคต